ซีดี BSO Play Suntarporn

๑ เสียงกระซิบจากเกลียวคลื่น

๒ รักเอาบุญ

๓ คิดถึง

๔ ฝากหมอน

๕ กระซิบสวาท

๖ นวลปรางนางหมอง

๗ ถึงเธอ

๘ ศกุนตลา

๙ พรานล่อเนื้อ

๑๐ เพลงชุดจุฬาตรีคูณ

๑๐.๑ จ้าวไม่มีศาล

๑๐.๒ จุฬาตรีคูณ

๑๐.๓ ปองใจรัก

๑๐. ๔ ใต้ร่มมลุลี

๑๐.๕ อ้อมกอดพี่

๑๑ ยอดดวงใจ

๑๒ ยามร้าง

๑๓ พนาโศก

๑๔ ฟ้าคลุ้มฝน

๑๕ Suntarporn Suite

 

ผศ. นรอรรถ จันทร์กล่ำ

นรอรรถ จันทร์กล่ำ (Nora-ath Chanklum) นักไวโอลิน และวาทยกร

นรอรรถเริ่มเรียนไวโอลินตั้งแต่อายุ 10 ปี ศึกษาดนตรีระดับปริญญาตรีที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ New England Conservatory of Music บอสตัน สหรัฐอเมริกา [1]

นรอรรถ มีความชำนาญในการเล่นดนตรีคลาสสิกเป็นพิเศษ เคยเข้าร่วมอบรมไวโอลินนานาชาติ ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีเยาวชนอาเซียน ที่ประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และร่วมแสดงกับวงออร์เคสตรา ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งในฐานะวาทยกรและแสดงเดี่ยว ปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาดุริยางคศิลป์ สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [2] และหัวหน้าภาควิชาไวโอลิน สถาบันดนตรีเคพีเอ็น [3]

นรอรรถ เริ่มศึกษาการอำนวยเพลงกับริชาร์ด ฮอร์นิช ที่สถาบันดนตรีนิวอิงแลนด์ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากการบรรเลงไวโอลินซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว นรอรรถมีผลงานการอำนวยเพลงหลากหลายรูปแบบ เช่น ผลงานการประพันธ์เพลงของ Aaron Copland , IgorStravinsky , Darius Milhaud, Ottorino Respighi และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการอำนวยเพลง และอำนวยการแสดงอุปรากรเรื่อง The Medium ประพันธ์โดย Gian Carlo Menotti

นรอรรถได้ศึกษาการอำนวยเพลงเพิ่มเติมกับ ผศ. พอ. ชูชาติ พิทักษากร และได้รับคำแนะนำทางด้าน การอำนวยเพลงจาก ดร.ประทักษ์ ประทีปเสน อย่างสม่ำเสมอ ปี พ.ศ. 2545 นรอรรถได้รับทุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อไปศึกษาการอำนวยเพลงกับ ไมเคิล จินโบที่โรงเรียน แห่งการอำนวยเพลงปิแอร์ มองเตอ รัฐเมน สหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษานรอรรถได้อำนวยเพลงให้กับวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทุกครั้ง รวมถึงการเป็นผู้อำนวยเพลงรับเชิญให้ วงดุริยางค์กรมศิลปากรและวงบางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา ในการแสดงคอนเสิร์ต Classical Series, Magic of Broadway, ชรินทร์และบีเอสโอ, การแสดงดนตรีชมวังฟังเพลงและการแสดงดนตรีในสวน เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2549 นรอรรถได้รับเชิญจากวิทยาลัยดนตรี Yong Seaw Taw ประเทศสิงคโปร์ ให้เป็นผู้อำนวยเพลงรับเชิญ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน Concerto Competition

ปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลอัลบั้มเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม จาก คม ชัด ลึก อวอร์ดจากการบรรเลงไวโอลิน ในผลงานการบันทึกเสียง ชุด ไตร

ปัจจุบัน นรอรรถ เป็นผู้อำนวยเพลงประจำให้กับวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงเครื่องสายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยเพลงรับเชิญประจำวงซิมโฟนีกรุงเทพ.

 

สุภัทรา อินทรภักดี โกราษฎร์ (อังกฤษ: Supatra Indrbhakti Korad) หรือที่รู้จักกันในนาม สุภัทรา ไหมไทย สำเร็จการศึกษาปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และด้านการสอนดนตรีเด็กจาก Zoltan Kodaly Pedagogical Institute of Music ประเทศฮังการี เริ่มเรียนดนตรีกีตาร์คลาสสิกตั้งแต่อายุ 11 ปีกับอาจารย์ดวน ศรีสะอาดและฮัคกี้ ไอเคิลมานน์ ชาวเยอรมัน ร่วมขับร้องเพลงกับวงไหมไทยออเคสตร้า กำกับดนตรีโดยดนู ฮันตระกูล ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ออกผลงานอัลบั้มหลายชุด เช่น เงาไม้ รังสรรค์วันสวย ผลิใบ ทีเล่นทีจริง เพลงบางกอก มีผลงานเพลงของตนเองชุด "เมื่อดอกซากุระบาน" เมื่อ พ.ศ. 2548 และยังได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับวงไหมไทยฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ คอนเสิร์ตทิพยดนตรีที่กรุงเก่า นิราศบางกอก Sound of Siam เป็นต้น

ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษสาขาวิชาดนตรีตะวันตก ภาควิชาศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเปิดสตูดิโอสุภัทรา เพื่อสอนดนตรีตะวันตกขั้นพื้นฐานแก่เด็ก ๆ และบุคคลทั่วไป

 

ธีรนัยน์    หนองคาย

ธีรนัยน์ ณ หนองคาย (เกิดวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519) เป็นนักร้องและนักแสดงหญิงชาวไทย สามารถร้องเพลงได้ในหลายรูปแบบ เช่น คลาสสิค ป๊อบ แจ๊ส ไทยลูกกรุง แต่โดยทั่วไปมักจะได้รับเชิญให้ร้องเพลงจากภาพยนตร์และละครเพลงต่าง ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศเธอได้ร่วมร้องเพลงในงานดนตรีที่สำคัญของประเทศและได้แสดงต่อหน้าที่ประทับหลายครั้งเช่น เป็นนักร้องประจำในงานกาชาด

คอนเสิร์ตร่วมกับวงดุริยางค์ราชนาวีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และได้ร่วมงานกับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพอยู่เสมอ

เธอได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนนักร้องไทยโดยกระทรวงต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ในงานเฉลิมฉลองการสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 50 ปี และที่ประเทศโมร็อกโก ในปี 2542 และ 2543 ตามลำดับ  และล่าสุดได้ขับร้องเพลงดิอาเซียนเวย์ ในพิธีเปิดและพิธีปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ในเดือนตุลาคม 2552

ในปี 2542 เธอมีอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองชื่อ "รักเธอที่ใจ" และมีผลงานร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และละครทีวีอีกจำนวนหนึ่ง ผลงานล่าสุดคือเพลงประกอบภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง "มหัศจรรย์รักข้ามภพ" (Enchanted) และเพลงประกอบละครทีวีเรื่อง สาปภูษา ต่อมา ได้เป็นนักแสดงรับบท อังศุมาลิน ในละครเวทีเรื่อง คู่กรรม เดอะมิวสิคัล และล่าสุดในบทบาทของ แม่นาค ในละครเวทีเรื่อง แม่นาค เดอะมิวสิคัล (เริ่มแสดงในปีพ.ศ. 2552)

นอกจากนั้นเธอมีผลงานในด้านอื่นคือ ในปี 2545 เธอได้รับตำแหน่งนางงามบุคคลิกภาพจากการประกวดนางสาวไทย และในปี 2549 เธอรับหน้าที่เป็น Acting Trainer ในรายการเรียลลิตีโชว์ "ยูบีซี อะคาเดมี แฟนเทเชีย 3"

ธีรนัยน์ได้เข้าทำงานด้านการสอนร้องเพลงที่สถาบันดนตรีมีฟ้า ระหว่าง พ.ศ. 2543 และ 2552 อาชีพหลักของเธอ คือ การสอนร้องเพลงส่วนบุคคล ทั้งในการสอนส่วนตัวแบบอิสระและสอนที่โรงเรียนดนตรีสยามเพชรเก้า

การเรียนและระดับความสามารถด้านการดนตรี

เนื่องจากบิดา (ธีระ ณ หนองคาย) เป็นนักเปียโน ส่วนมารดา (นัยนา ปุงคานนท์) เป็นนักร้อง จึงทำให้ธีรนัยน์ชอบร้องเพลงและชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของธีรนัยน์ได้สนับสนุนให้เธอเริ่มเรียนเปียโน ขณะกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาในช่วงสุดสัปดาห์ มารดาก็ได้พาเธอมาเรียนดนตรีในกรุงเทพมหานคร[3] เธอชนะเลิศการแข่งขันเปียโนระดับประเทศของโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ในงานยามาฮ่าเปียโนเฟสติวัล 1991 รุ่นกลางในขณะที่อายุได้ 15 ปี และสอบเทียบระดับเกรด 7 จาก Trinity College of Music, ลอนดอน ได้ขณะที่มีอายุ 16 ปี

เสียงร้องเพลงของธีรนัยน์จัดอยู่ในกลุ่มเมซโซ โซปราโนเธอนำพื้นฐานเทคนิคทางการร้องเพลงแบบคลาสสิคมาประยุกต์ใช้ในการร้องเพลงแบบทั่วไป ทำให้มีเสียงร้องเพลงที่มีพลังและสามารถควบคุมการออกเสียงได้ดี[6] จนเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดเฉพาะตัว เธอเริ่มเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังกับอาจารย์อนุชิต นันทขว้าง เมื่ออายุได้ 15 ปี สอบเทียบวัดระดับเกรด 8 ด้านการร้องเพลงคลาสสิคจากสถาบัน Guildhall School of Music and Drama, ลอนดอน และเกรด 5 ด้านวิชาทฤษฎีดนตรีจาก Trinity College of Music, ลอนดอนได้เมื่ออายุ 18 ปี จากนั้นได้เริ่มเปลี่ยนจากแนวการร้องเพลงแบบคลาสสิคมาเป็นเพลงจากภาพยนตร์หรือละครเพลง จนกลายเป็นแนวทางการร้องเพลงหลักของเธอในปัจจุบัน

หลังจากเริ่มทำงานด้านการสอนร้องเพลงที่สถาบันดนตรีมีฟ้าก็ได้เรียนเพิ่มเติมกับ อาจารย์ Beth Ellenและอาจารย์สุชีรา อังคไพโรจน์ เพิ่มเติมเป็นระยะๆ

ประวัติผลงาน

การร้องเพลงในยุคเริ่มต้น (2534-2536)

ธีรนัยน์เริ่มต้นการเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังกับอาจารย์อนุชิต นันทขว้าง ในเพลงประเภทคลาสสิคและเพลงจากละครเพลง ตั้งแต่ปี 2534 และเริ่มออกแสดงผลงานการร้องเพลงสู่สาธารณะเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ตเพลงประเภทคลาสสิค ในงานแสดงผลงานนักเรียนของ อนุชิตมิวสิคสตูดิโอ ที่สถาบันเกอเธ่ (Thai German Cultural Foundation Auditorium) ในเพลง O Mio Babbino Caro ต่อมาในปี 2536 ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดขับร้องเพลงภาษาอังกฤษของโรงเรียนชลกันยานุกูลจากเพลง Wind Beneath My Wingsจากนั้นได้เข้าร่วมแสดงการร้องเพลงคลาสสิคของ อนุชิตมิวสิคสตูดิโอ ที่หอประชุมสถาบันเกอเธ่ อีกหลายครั้ง เช่น คอนเสิร์ต “The Three Soprano” ร่วมกับนักเรียนของอาจารย์อนุชิต คือ คุณโมนิค คล่องตรวจโรคและคุณยูกิ คูชิดะ และคอนเสิร์ต “Opera Night” ในปี 2536 เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมแสดงบัลเล่ต์ ในฐานะนักแสดงจากโรงเรียนอารีย์นาฏยศิลป์ในการแสดงการกุศลรายการ “Fairy Tales ครั้งที่ 1ที่จัดขึ้นโดย บริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)

ช่วงเริ่มออกแสดงผลงานแก่สาธารณะ (2537-2541)

การแสดงการขับร้องเพลง

หลังจากที่ธีรนัยน์เข้าศึกษาด้านปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ในปี 2537 เธอได้สอบวัดระดับเกรด 8 ด้านการร้องเพลงคลาสสิคจากสถาบัน Guildhall School of Music and Drama, ลอนดอน ในปี 2538 ความสามารถด้านการร้องเพลงของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีโอกาสขึ้นเวทีแสดงการร้องเพลงในงานใหญ่ๆหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือ การเริ่มเป็นนักร้องรับเชิญของวงดุริยางค์ราชนาวี ขับร้องเพลงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี[10] ในงานกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 24 เป็นครั้งแรก ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยเธอร้องเพลง O Divine Redeemer และเพลง "All I Ask of You" ร่วมกับอาจารย์อนุชิต นันทขว้าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นนักร้องรับเชิญในกาชาดคอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่องเกือบทุกครั้งในเวลาต่อมา และในปี 2538 เดียวกันนั้น ได้เข้าร่วมการแสดงการกุศลที่จัดขึ้นโดย บริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในบทบาท “Tiger Lilly” ในละครเวทีเรื่อง ปีเตอร์แพน & เดอะแก๊งในช่วงนั้น คุณแม่ของเธอพยายามผลักดันให้เธอเข้าร่วมการประกวดร้องเพลงบนเวทีสำคัญต่างๆ แต่เธอปฏิเสธเกือบทั้งสิ้น ยกเว้นในการประกวดขับร้องเพลงของวงดนตรีสากลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU Band) ในปี 2538 ซึ่งเธอได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทเพลงสากล ในเพลง Saving All My Love for You

นเดือนเมษายน ปี 2539 ได้ขับร้องหน้าที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในงานแสดงแสงเสียงประกอบจินตภาพ ซึ่งจัดขึ้นโดย กองทัพเรือ สมาคมภริยาทหารเรือ และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ณ พระราชวังเดิม ต่อมาในปี 2540 ได้เป็นนักร้องรับเชิญของวงดุริยางค์ราชนาวี ในงานกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 25 หน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้งหนึ่ง และในเดือนสิงหาคมปี 2541 ได้ร่วมงานคอนเสิร์ต วัฒนธรรมไทยสู้ภัยเศรษฐกิจ ครั้งที่ ๒ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และเดือนธันวาคม ปี 2541 แสดงการขับร้องเพลงในคอนเสิร์ต “Voices for Tomorrow” ของ บริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อองค์การ UNICEF หน้าที่ประทับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ผลงานการบันทึกเสียง

ธีรนัยน์บันทึกเสียงครั้งแรกเป็นผู้ให้เสียงการร้องเพลงภาคภาษาไทยในภาพยนตร์การ์ตูนของ Warner Brothers เรื่อง The Pebble and the Penguin ในปี 2538 และผลงานเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อเธอให้เสียงร้องเพลงเป็นเสียงของ Pocahontas ในเพลง สีสันแห่งสายลม (Colors of the Wind) และ ปล่อยใจไปตามสายชล” (Just Around The River Bend) จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Pocahontas เธอกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า เป็นการร้องเพลงที่ได้เงินมาด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

ต่อมาในปี 2539 เธอขับร้องเพลง ลมหนาว ในอัลบั้มบทเพลงพระราชนิพนธ์ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ซึ่งจัดทำโดยโรงเรียนจิตรลดา เพื่อเฉลิมฉลองแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2540 ร้องเพลง สื่อเพื่อชีวิตที่ดีกว่าและ “Media for Better Life” ในอัลบั้ม “Golden Records” ของเอ็มสแควร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และได้บันทึกเสียงเพลง รักคืออะไรซึ่งเป็นเพลงเอกประกอบละครทีวีเรื่องร้อยรสบทละคร ตอนรักคืออะไร และเพลง "นางเอก" กับเพลง ดวงชีวิตจากละครทีวีเรื่องนางเอก ในปี 2541 บันทึกเสียงเพลง Beauty and the Beastลงในอัลบั้ม “Sila-on Bros., Family and Friends” ของบริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และ ให้เสียงร้องเพลงภาคภาษาไทยแก่ Pocahontas ในเพลง “Where Do I Go from Here” และ “What a Day in London” จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Pocahontas II: Journey to a New World

ช่วงเริ่มงานอาชีพด้านการร้องเพลง (2542 ต้นปี 2546)

การขับร้องเพลงในงานสาธารณะ

หลังจากที่เริ่มมีผลงานออกสู่สาธารณะที่หลากหลาย ความสามารถของธีรนัยน์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการที่กว้างขึ้น เธอเป็นนักร้องรับเชิญในงานกาชาดคอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือในคอนเสิร์ต ครั้งที่ 27 ในปี 2542 จากนั้นต่อด้วยการแสดงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในครั้งที่ 28 และครั้งที่ 29 ในปี 2543 และ 2544 ตามลำดับ และร่วมร้องเพลงออกรายการทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 กับวงดุริยางค์กองทัพเรือ เนื่องในวันกองทัพเรือในเดือนพฤศจิกายน 2544 และแสดงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 31 ในปี 2546

ธีรนัยน์ได้ให้ข้อมูลในสูจิบัตรงานแสดงการขับร้องเพลงต่างๆในช่วงหลังว่า ผลงานที่เธอมีความภาคภูมิใจ คือการได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนนักร้องไทยโดยกระทรวงต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ในงานเฉลิมฉลองการสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ครบ 50 ปีในปี 2542 และที่ประเทศโมร็อกโก ในปี 2543 และในช่วงดังกล่าว เธอเริ่มได้รับเชิญให้เป็นนักร้องประจำในรายการดนตรีในสวน ของวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพซึ่งจัดแสดงในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี และเป็นนักร้องนำในคอนเสิร์ตต่างๆของวง เช่น เดือนพฤษภาคม 2544 เป็นนักร้องนำในคอนเสิร์ต “Music of The Brave” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เดือนกรกฎาคม 2545 ร้องเพลงในคอนเสิร์ต "50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ" พร้อมกับวงดุริยางค์สามเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้าที่ประทับ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ (ขณะนั้นทรงพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณณวรี มหิดล) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เดือนตุลาคม 2545 ร่วมร้องเพลงในงานฉลองครบรอบ 20 ปี วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ เดือนธันวาคม 2545 ร่วมในคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ณ บริเวณสะพานพระราม ๘ ด้านฝั่งธนบุรี และคอนเสิร์ต "The Joy of Christmas" ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด (ถนนวิทยุ)

นอกจากนั้น เธอยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมร้องเพลงเป็นนักร้องนำในงานคอนเสิร์ตประเภทเพลงคลาสสิค และเพลงจากละครเพลงและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ของผู้จัดอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับเวลาดังนี้

เดือนสิงหาคม 2542 ได้ร่วมในคอนเสิร์ต "Hollywood Love Songs" ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ถัดมาปลายปี 2542 ได้ร่วมในคอนเสิร์ต “The Sound of Christmas” ของบริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อมูลนิธิสวนหลวง ร.๙ ณ สวนหลวง ร.9 ต่อมาในเดือนมกราคม 2544 เป็นนักร้องนำในคอนเสิร์ต “Winter Evening with Schubert”, Lieder & Chamber Music ณ ห้องประชุมสถาบันเกอเธ่ (Thai German Cultural Foundation Auditorium) จัดโดย Bangkok Music Society & AMA Studio ในเดือนเมษายน 2544 เข้าร่วมงานแสดงการกุศลหน้าที่ประทับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ของบริษัท เอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในการแสดงชุด 101 Dalmatians” คอนเสิร์ต “Fairy Tales II” เดือนมิถุนายน 2545 เป็นนักร้องนำร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียงชาวเยอรมัน "German Speaking Combined Choir Bangkok" ในคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคของ Johann Sebastian Bach ณ โบสถ์อัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพฯ ต่อมาในเดือนกันยายน 2545 ร่วมแสดงในคอนเสิร์ต "ชรินทร์ in concert" ร่วมกับคุณชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในเดือนเมษายน 2546 ได้ร้องเพลงออกอากาศในรายการทีวีรายการพิเศษฉลองพระเกียรติในโอกาส ๑๕๐ ปี

ร.๕ และ ๑๑๕ ปี ร.พ.ศิริราชทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เพื่อนำรายได้สมทบทุน อาคารเฉลิมพระเกียรติในการจัดซื้อคุรุภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์แก่ผู้ป่วย ร.พ.ศิริราช และในเดือนพฤษภาคม 2546 มีงานร้องเพลงครั้งสำคัญถึง 4 งานคือ ได้รับเชิญไปขับร้องเพลง "นางสาวไทย" ในงานประกวดประกวดนางสาวไทยประจำปี 2546 ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ต่อมาได้เข้าร่วมคอนเสิร์ต ๑๐๐ ปี หลวงสุขุมนัยประดิษฐศาลาเฉลิมกรุง และเป็นนักร้องนำในคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคร่วมกับ "German Speaking Combined Choir Bangkok" เป็นครั้งที่สอง ขับร้องเพลงของ Franz Schubert ณ โบสถ์อัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพฯ และร้องเพลงในคอนเสิร์ตเพื่อสมทบทุน กองทุนสวัสดิการดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ร่วมกับศิลปินจากกรมศิลปากร ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก)

ผลงานการบันทึกเสียง

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ในปี 2542 ธีรนัยน์ได้บันทึกเสียงลงอัลบั้นเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของตัวเองชื่อ อัลบั้ม "รักเธอที่ใจ" ของบริษัทมีเดีย มิวสิค กรุ๊ป จำกัด อย่างไรก็ดี เธอกล่าวถึงงานครั้งนี้ในการให้สัมภาษณ์ในช่วงหลังว่า เธอไม่ถึงกับชอบงานครั้งนี้ของตัวเองมากนัก และงานดังกล่าวก็ไม่ประสพผลสำเร็จในด้านการขายเนื่องจากความไม่พร้อมในหลายๆด้าน จากนั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ก็บันทึกเสียงเพลงภาคภาษาไทยของเพลง "Deliver Us" จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Prince of Egypt และยังมีเพลงเดี่ยวในอัลบั้มต่างๆต่อเนื่องมา คือ ปี 2543 บันทึกเสียงเพลง สวรรค์สวิงในอัลบั้ม “Eclextic Suntaraporn” ผลิตโดยบริษัท วอร์นเนอร์แช็ปเปิล มิงสิค (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2545 มีผลงาน 4 ชุดคือ บันทึกเสียงเพลง เมื่อไหร่จะให้พบ ในอัลบั้ม เพลงชุดร่วมสมัย ๑๐๐ ปี หลวงสุขุมนัยประดิษฐ และบันทึกเสียงเพลง "อย่าท้อแท้" "รักแผ่นดิน" "วัฒนธรรมไทยไม่เคยแล้ง" และ "ใช้ของไทยดีกว่า" อัลบั้ม "เพลินเพลงวัฒนธรรม" โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ต่อมาในปี 2546 บันทึกเสียงร้องเพลง กังวานไพร หากรู้สักนิด และ สุดชีวิต ในอัลบั้ม ร้อยพันผลงานเพลง ม.ล. ประพันธ์ สนิทวงศ์ และขับร้องเพลง "Where Do I Go from Here" "I Want to Spend My Lifetime Loving You" และ "รวมเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพฯ" ใน CD อัลบั้มบันทึกการแสดงสดกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 31 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546

ด้านสื่อวีดีโอบันทึกการแสดง ธีรนัยน์ร่วมแสดงและขับร้องเพลง "สามรัก" "รักเธอเสมอ" และ "สุดฟากฟ้า" ใน VCD บันทึกการแสดงสด "ชรินทร์ in concert 2545" ร่วมกับคุณชรินทร์ นันทนาคร ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในเดือนกันยายน 2545

เหตุการณ์สำคัญอื่นๆ

ก่อนเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2542 ธีรนัยน์ได้เริ่มเข้าทำงานเป็นครูสอนร้องเพลงที่สถาบันดนตรีมีฟ้า ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนดนตรีในเครือ GMM Grammy เธอสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้จนถึงปี 2552 นักเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอก็คือ ด.ช. จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ หรือ น้องพลับของค่ายเพลง GMM Grammy

ต่อมาในช่วงต้นปี 2545 ธีรนัยน์ได้เข้าร่วมการประกวดนางสาวไทย และในการประกวดรอบตัดสินในวันที่ 11 พฤษภาคม 2545 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เธอได้เข้ารอบสุดท้ายและได้รับตำแหน่งนางงามบุคคลิกภาพในปีดังกล่าว

ช่วงก้าวเข้าสู่งานด้านละครเวที ( ปลายปี 2546-ปัจจุบัน)

งานแสดงละครเวที

แม้ว่าธีรนัยน์จะมีผลงานด้านการร้องเพลงที่ในงานสำคัญต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ชื่อเสียงของเธอก็เป็นที่รู้จักกันในวงการที่ไม่กว้างขวางมากนัก จนได้มีโอกาสเล่นละครเวที "คู่กรรม เดอะมิวสิคัล" กับค่ายละครดรีมบอกซ์ เธอได้เล่าเกี่ยวกับประสพการณ์ในเรื่องนี้ไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า ช่วงประมาณปี 2542 เธอได้รับการติดต่อจากคุณสุวรรณดี จักราวรวุธ ผู้กำกับละครสังกัดค่ายละครดรีมบอกซ์ เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมเล่นละครเวทีเรื่อง "คู่กรรม เดอะมิวสิคัล" จากนั้นทางดรีมบอกซ์ก็ได้ใช้เวลาอีกนานถึง 3 ปี เพื่อดำเนินการด้านลิขสิทธิ์และบทละครจากคุณทมยันตี ผู้แต่งนวนิยายเรื่อง คู่กรรม จนกระทั่งในปี 2546 ทางค่ายละครก็ได้ติดต่อกลับมาให้ไปทดสอบเสียงและการแสดงเพิ่มเติม และในที่สุดในรอบสุดท้ายเธอก็ได้รับเลือกให้เล่นในบทบาทของ อังศุมาลิน แม้ว่าจะไม่มีประสพการณ์ในด้านการแสดงมาก่อน เนื่องจากจากความสามารถด้านการร้องเพลงเป็นหลัก เพราะละครเรื่องนี้เป็นละครเพลงทั้งเรื่องและบทของ อังศุมาลิน นั้นเป็นผู้เดินเรื่องหลักที่แทบจะไม่ได้ออกจากเวทีเลย

ละครเวทีเรื่อง คู่กรรม เดอะมิวสิคัล

ละครเวทีเรื่อง "คู่กรรม เดอะมิวสิคัล" จัดแสดงเป็นครั้งแรกในระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน 2546 จำนวน 24 รอบ ณ โรงละครกรุงเทพ ถนนเพชรบุรี ในช่วงแรกละครเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักเนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ในสื่อวงกว้าง แต่งานนี้ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์และผู้ที่ได้เข้าชมทั่วไปในด้านบทละคร เพลง รวมทั้งความไพเราะของน้ำเสียงการร้องเพลงของธีรนัยน์ในบทบาทผู้แสดงนำฝ่ายหญิง เช่น คุณธันว์ จากนิตยสารทีวีพูลได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2546 ว่า

น้ำมนต์ อาศัยน้ำเสียงอันทรงพลัง ทำให้ อังศุมาลิน กลับมาโลดเล่นอีกครั้งได้อย่างสง่างาม เสียงร้องอันไพเราะ มีพลังของเธอ ทำให้ทุกฉากที่ อังศุมาลิน ปรากฏตัวสามารถตรึงอารมณ์คนดูได้อย่างอยู่หมัด ทำให้คู่กรรมฉบับนี้แตกต่างจากที่เคยทำกันมา เป็นฉบับที่ดีที่สุดอีกฉบับหนึ่ง

ผู้ชมหลายท่านได้แบ่งปันความรู้สึกว่ารู้สึก ขนลุก” “ตะลึงหรือ ต้องมนต์สะกดตั้งแต่ได้ยินเสียงร้องจากประโยคแรกของเธออย่างไรก็ดี เนื่องจากละครเรื่องนี้นับเป็นการแสดงในบทเด่นของเธอเป็นครั้งแรก[3] ในส่วนของการแสดงของนั้นจึงไม่โดดเด่นมากนัก เช่น คุณปวิตร มหาสารินันทน์ ได้ให้ความเห็นในหนังสือพิมพ์ The Nation ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2546 ว่า

“From the show’s opening number, “A Promise Under the Lampoo Tree”, to the finale, “The Last Song”, Teeranai Na Nhongkai’s voice was a rare musical gem and a true achievement to celebrate. However, Teeranai was too concerned with her singing and less careful about her acting – to be precise, the character’s interpretation of lyrics and her interaction with other characters.”

ต่อมาด้วยกระแสการบอกเล่าแบบปากต่อปากได้ทำให้สื่อมวลชนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นและละครได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนทางคณะต้องนำไปแสดงเพิ่มเติมที่ โรงละครกาดเธียเตอร์ เชียงใหม่ จำนวน 4 รอบ ในวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2547 และนำกลับมาเล่นใหม่ถึงสองครั้งในปีถัดมา จำนวน 12 รอบ ที่โรงละครกรุงเทพ และ โรงละครกาดเธียเตอร์ ในวันที่ 18-28 มีนาคม และ 2-4 เมษายน 2547 ตามลำดับ และในงานอำลาและปิดกิจการของโรงละครกรุงเทพ จำนวน 5 รอบ ในวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2547 ตามลำดับ และธีรนัยน์ ก็ได้พัฒนาความสามารถในการแสดงดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น คุณ Alongkorn Parivudhiphongs ได้ให้ความเห็นในบทความ 'Ku Kam' makes a return ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ในวันที่ 24 มีนาคม 2547 ว่า

“Singer-actress Teeranai Na Nongkai looked comfortable with the role of arrogant Angsumalin. While shining during solo parts, the soprano vocalist blended in better this time around when she did duets with other cast members. Most impressively, her acting skill is budding, making her a better Angsumalin than veteran actress…”

ละครเวทีเรื่อง "คู่กรรม เดอะมิวสิคัล" ได้กลับมาแสดงเป็นครั้งที่ 4 จำนวน 10 รอบ ในวันที่ 24 สิงหาคม-2 กันยายน 2550 ณ โรงละครกรุงเทพ เมโทรโปลิส (EGV Metropolis) ถนนราชดำริ และด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ที่มากขึ้น เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องการแสดงของธีรนัยน์ก็เปลี่ยนไปในทางบวกอย่างมาก เช่น คุณ Pannasri Chuarayapratib ได้ให้ความเห็นไว้ในบทวิจารณ์ละครเรื่องนี้ ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ตอนหนึ่งว่า

“A special treat for the audience is singer-cum-actress Theeranai Na Nhongkai, who brings her exceptional vocal talents to the role of the headstrong Angsumalin. A Professional voice coach, Theeranai knows how to project the character’s complex emotions with her powerful voice.”

และคุณปวิตร มหาสารินันทน์ซึ่งเคยวิจารณ์การแสดงครั้งแรกของเธอไว้ ได้เขียนถึงการแสดงในละครเรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2550 อีกครั้งหนึ่ง ความตอนหนึ่งว่า

“In the very first scene, friends and would-be lovers Vanas and Angsumalin sang "A Promise Under the Lampoo Tree". I was hooked straight away by their heartfelt and endearingly intimate performances. ”

ละครเวทีเรื่อง แม่นาค เดอะมิวสิคัล

ในช่วงที่ละครเพลงเรื่องคู่กรรมถูกนำมาเล่นใหม่ในกลางปี 2550 นั้น ค่ายละครดรีมบอกซ์ก็ได้ให้ข่าวประชาสัมพันธ์งานละครเพลงชิ้นต่อไปของค่ายว่าจะทำเรื่อง แม่นาค เดอะมิวสิคัลโดยให้ธีรนัยน์ เป็นนักแสดงนำอีกครั้งในบทของ แม่นาค อย่างไรก็ดี ต่อมาในช่วงต้นปี 2551 ละครดังกล่าวเลื่อนกำหนดการแสดงออกไปเป็นปี 2552 เนื่องจากธีรนัยน์ ตั้งครรภ์และทางค่ายละครตกลงใจที่จะรอเธอโดยไม่เปลี่ยนตัวแสดงนำ

ในที่สุดหลังจากเธอคลอดบุตรแล้ว ละครเวทีเรื่อง แม่นาค เดอะมิวสิคัลก็เริ่มทำการฝึกซ้อมในช่วงต้นปี 2552[23][24] และจัดแสดง ณ เอ็มเธียเตอร์ (M-Theater ซึ่งเดิมคือโรงละครกรุงเทพ) ถนนเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 3-19 กรกฎาคม 2552 จำนวน 12 รอบ เป็นละครเวทีที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมที่ดีมาก โดยนับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในการเปิดตัวละครใหม่ของดรีมบอกซ์ที่สามารถขายตั๋วได้เต็มในเกือบทุกรอบที่ทำการแสดง ธีรนัยน์ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากทั้งในความสามารถในการร้องเพลงและการแสดงอันโดดเด่นของเธอ เช่น คุณปวิตร มหาสารินันทน์ ได้ให้ความเห็นส่วนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ The Nation ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2552 ว่า

“Dreambox’s musical shows that there are many professional singers in this country who can perfectly balance singing and acting and hence deliver a flawless performance in a musical theatre production. In the title role, Teeranai Na Nongkhai effortlessly tackles the highly demanding scores and dramatic moments. We now realise why this production was postponed for two years to wait for this new mother to be ready.”

และมีความเห็นในลักษณะเดียวกันจาก คุณณัฐพงษ์ โอฆะพนม ในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก เวทีสาระบันเทิง หน้า 20 วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2552 ในบทความ แม่นาคเดอะมิวสิคัล ตำนานไม่มีวันตายความรักไม่มีวันสลาย จากคุณณัฐพัชญ์ วงศ์เหรียญทอง นักวิจารณ์จากนิตยสาร a day ได้เขียนไว้ใน Web Site รวบรวมบทวิจารณ์งานแสดงต่างๆ[29] และใน Web Board ต่างๆ อีกหลายแห่ง[30]

ความประทับใจในความสามารถในการร้องเพลงและการแสดงของเธอจากละครเรื่องนี้ ได้ส่งผลให้กลุ่มผู้ชมส่วนหนึ่งได้จัดตั้งกลุ่มน้ำมนต์แฟนคลับขึ้นมา พร้อมกับทำ Web Site เพื่อเป็นที่รวบรวมภาพและผลงานของเธอ ซึ่งเธอได้ให้สัมภาษณ์ในวีดีโอคลิปในนั้นว่า รู้สึกประทับใจเพราะคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมีแฟนคลับตอนอายุมากแล้ว (32 ปี)[31]

ละครเรื่อง แม่นาค เดอะมิวสิคัล ได้ถูกปรับปรุงให้มีเนื้อเรื่องที่กระชับขึ้น และกลับมาแสดงอีกเป็นครั้งที่สอง ณ โรงละครเอ็มเธียเตอร์ ในระหว่างวันที่ 4-13 ธันวาคม 2552 จำนวน 6 รอบ

[แก้] งานละครเวทีอื่นๆ

จากชื่อเสียงที่ได้รับในละครเพลงเรื่อง คู่กรรม เดอะมิวสิคัล ในช่วงปี 2547-2550 ธีรนัยน์ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานละครเพลงสั้นๆในหลายงาน เช่น เป็นนักแสดงรับเชิญ ในบทบาทของ “Maria” ในการแสดงบางส่วนจากละครเพลงเรื่อง The Sound of Music งานฉลองครบรอบ 130 ปีของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แสดงวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2547 และบทบาทของ “Ms. Eliza Doolittle” ในการแสดงบางส่วนจากละครเพลงเรื่อง My Fair Ladyงาน Royal Ascotฉลองครบรอบ 72 ปี สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ หน้าที่ประทับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี แสดงวันที่ 12 กันยายน 2549

งานอื่นๆที่เธอได้ร่วมกับค่ายละครดรีมบอกซ์อีกคือ แสดงเป็น พระราชินี ในการแสดงแสงเสียงและสื่อผสมในละครเวทีเรื่อง มหาบุรุษแห่งความดี (The Great King of Virtue)” ในงาน 60 ปี ใต้ร่มพระบารมีแสดง ณ เวทีกลางน้ำ สวนลุมพินี แสดงวันที่ 27-28 ธันวาคม 2548 และบทบาทของ แก้วเจ้าจอม ในการแสดงแสงเสียงและสื่อผสมในละครเวทีเรื่อง กลิ่นแก้วเจ้าจอม ในงานฉลองครบรอบ 70 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา หน้าที่ประทับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ณ อาคารสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แสดงวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2549 นอกจากนั้น ในช่วงต้นปี 2550 ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานดรีมบอกซ์ ทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้ฝึกสอนด้านการขับร้องเพลงให้กับละครเวทีของบริษัท ทรู แฟนตาเซีย จำกัด ในเรื่อง เงิน เงิน เงิน เดอะ มิวสิคัลซึ่งจัดแสดงที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 8 เมษายน 2550[32]

[แก้] การขับร้องเพลงในงานสาธารณะ

ธีรนัยน์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมร้องเพลงกับวงดุริยางค์ราชนาวีในงานกาชาดคอนเสิร์ต ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง โดยงานครั้งที่ 32 เป็นงานแสดงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2547 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาส 6 รอบพระชนมพรรษา ต่อมาในครั้งที่ 34 ในเดือนกรกฎาคม 2549 แสดงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และครั้งที่ 35 ในเดือนกรกฎาคม 2550 เพื่อเฉลิมพระเกียรติเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันซ้อมใหญ่ และหน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันแสดงจริง และหลังจากนั้นได้ว่างเว้นมาเนื่องจากเธอตั้งครรภ์

ในส่วนงานร้องเพลงกับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพนั้น ในเดือนธันวาคม 2547 มีงานคอนเสิร์ต “A Christmas Festival” กับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ณ ห้อง Main hall โรงแรมพลาซ่า แอททินี ถนนวิทยุ ถัดมาอีกหนึ่งปี ในเดือนธันวาคม 2548 คอนเสิร์ต “The Golden Memory of Christmasกับ ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซ่า กรุงเทพ ในเดือนมิถุนายน 2549 คอนเสิร์ต “Magic of Broadwayณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และร่วมในคอนเสิร์ต "ไทยธนาคาร...ภูมิใจไทย ครั้งที่ ๖" ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2549 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 คอนเสิร์ต “A Requiem in Memory of HRH Princess Galyani Vadhana” เพื่อถวายความอาลัยแด่การสวรรคตของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หน้าที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ในช่วงต้นที่ธีรนัยน์ ได้เข้าไปสอนร้องเพลงที่สถาบันดนตรีมีฟ้านั้น เธอได้รู้จักคุ้นเคยกับคุณสุรุจ ปรีดารัตน์ นักร้องและครูสอนร้องเพลงที่มีความสามารถสูงคนหนึ่ง คุณสุรุจมักจะเชิญธีรนัยน์เข้าไปร่วมงานคอนเสิร์ตเพื่อการกุศลที่เขาจัดในฐานะนักร้องเอกฝ่ายหญิงเสมอ เช่น งานคอนเสิร์ต “A Journey Through Musicalsเพื่อสมทบทุนการกุศลสมเด็จย่าโรงละครแห่งชาติ ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ถัดมาในเดือนมิถุนายน 2548 งานคอนเสิร์ตการกุศล “Hearts Full of Love” ส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 70 ปี สมทบทุนทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเดือนตุลาคม 2548 คอนเสิร์ต Broadway The Best of Time” เพื่อองค์การ UNICEF หน้าที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 คอนเสิร์ต "Le Sweet Jazz" Settrade Musical Moment ณ ห้องประชุมสังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดือนธันวาคม 2549 ร่วมในคอนเสิร์ต “The December Journey, Another Joyful Moment” ณ หอประชุมสถาบันเกอเธ่ (Thai German Cultural Foundation Auditorium) เดือนกรกฎาคม 2550 ร้องเพลงในคอนเสิร์ตการกุศล “Somehow Someday Somewhere, The Broadway Concert” สมทบทุนมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก หน้าที่ประทับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ ห้องประชุมสังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาในเดือนธันวาคม 2550 ร่วมในคอนเสิร์ต ดั่งแสงส่องใจไทยนิรันดร์" จัดโดยสมาคมนักร้องประสานเสียงแห่งประเทศไทยพระราชวังพญาไท เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา เดือนตุลาคม 2552 คอนเสิร์ตการกุศล “It's a Grand Night for Singing, The Broadway Concert” สมทบทุนมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก หน้าที่ประทับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนั้น เธอยังได้ไปขับร้องเพลงกับผู้จัดกลุ่มอื่นๆอีก ตามลำดับเวลาดังนี้

งานกาล่าดินเนอร์และลีลาศการกุศล “Everlasting Bloom” เพื่อมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ได้นำทีมผู้แสดงนำของละครเวทีเรื่อง คู่กรรม เดอะมิวสิคัล มาแสดงชุดพิเศษ ในงานที่จัดขึ้นที่ ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ในเดือนพฤศจิกายน 2546 ในปี 2547 เดือนพฤษภาคม ร่วมขับร้องเพลงในงานคอนเสิร์ต ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ ครั้งที่ ๒จัดโดยสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดง ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดือนมิถุนายน 2547 เธอได้ร่วมงานคอนเสิร์ต "Being Alive" การแสดงชุดสุดท้ายในคอนเสิร์ตชุด "Songs for Life, Four Concerts Four Seasons" เพื่อมูลนิธิสายใจไทย ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ต่อมาในเดือนตุลาคม 2547 ร้องเพลง "La Vie En Rose" งานประกวดประกวดนางสาวไทยประจำปี 2547 รอบสุดท้ายที่เวทีใหม่ สวนอัมพร ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ร่วมงานคอนเสิร์ตประสานใจรัก “The Voiceline” เพื่อมูลนิธิโรคตับ ฉลองสิริอายุ 6 รอบ คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช ครูผู้สร้างสรรค์การประสานเสียงไทย ณ โรงละครแห่งชาติ และเดือนธันวาคม 2547 ขับร้องเพลงในงานแสดงดนตรีเทอดพระเกียรติ หน้าที่ประทับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในคอนเสิร์ต 72 พรรษา ประชาร่วมใจณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เดือนกรกฎาคม 2548 งานคอนเสิร์ต "Alive in Broadway" งาน Settrade Musical Moment เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านดนตรีแก่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ห้องประชุมสังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เดือนกันยายน 2549 ได้รับเชิญจากสถานเอกอัคราชทูตไทยในนอร์เวย์ เพื่อไปร้องเพลงในงานเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในคอนเสิร์ตชื่อ “The King’s Jazz Concert” ร่วมกับนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์ชื่อ Nora Brockstedt และอาจารย์สอนร้องเพลงคลาสสิคที่มีชื่อเสียงของไทยคือ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ที่ Gamle Logen Hall, Oslo, Norway ถัดมาหลังจากคอนเสิร์ตดังกล่าว ในเดือนตุลาคม 2549 เธอได้ร่วมกับเพื่อนๆ จัดคอนเสิร์ต “Somehow Someday Somewhere, The Broadway Concert” แสดง ณ โบสถ์ Sofienberg Kirke, Oslo, Norway เดือนพฤศจิกายน 2549 ขับร้องเพลง “The Precious Prince of Hearts” เพื่อถวายพระเกียรติหน้าที่ประทับ แด่องค์มกุฏราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในวโรกาสที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินมารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรังสิต (ปัจจุบันพระองค์ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน)

เดือนสิงหาคม 2550 ขับร้องเพลงในงานพฤกษางาม พรรณไม้สวยครั้งที่ 2 เนื่องในวโรกาส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระชนมายุครบ 75 พรรษา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ถนนพระรามสอง

เดือนเมษายน 2551 ร้องเพลงในงานประกาศเกียรติคุณวิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 1 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 10 สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ และสุดท้ายก่อนที่เธอจะพักการออกงานในระหว่างตั้งครรภ์คือ ในเดือนพฤษภาคม 2551 ร้องเพลงร่วมกับวงดนตรีผสม CU Band และ TU Band ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 ณ สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ใน พ.ศ. 2552 ธีรนัยน์ได้รับเกียรติให้ขับร้องเพลงดิอาเซียนเวย์ ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม และพิธีปิดการประชุมดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ในวันที่ 13-14 มีนาคม 2553 เป็นนักแสดงรับเชิญในงาน "ชรินทร์ อิน คอนเสิร์ต" ครั้งที่ 11 โดยรับบทเป็น "เพลิน" ในละครเพลงสั้นๆเรื่อง "สงครามชีวิต" จากบทประพันธ์ของศรีบูรพา ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จากนั้นในวันที่ 20 มีนาคม 2553 ได้เป็นนักร้องนำในคอนเสิร์ต "An Enchanted Night with Songs from Our Musicals" ฉลองครบรอบ 20 ปี Dass Entertainment และ 9 ปี Dreambox เอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และวันที่ 23 มีนาคม 2553 ขับร้องในงานเลี้ยงสื่อมวลชนต่างประเทศในงานฉลองครบรอบ 50 ปี ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (วังลดาวัลย์)

[แก้] ผลงานการบันทึกเสียง

ปี 2546 บันทึกเสียงเพลง กษัตริยาเพลงเอกในละครเวทีเรื่อง "กษัตริยา" ซึ่งนำแสดงโดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ต่อมาในปี 2547 ในงานคอนเสิร์ตประสานใจรัก "THE VOICELINE” เพื่อมูลนิธิโรคตับเพื่อฉลองสิริอายุ 6 รอบคุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช ครูผู้สร้างสรรค์การประสานเสียงไทย ณ โรงละครแห่งชาติ ในเดือนพฤศจิกายน 2547 มีการจัดทำอัลบั้มรวมบทเพลงประสานเสียง "THE VOICELINE" มีเพลงที่เธอขับร้องคือเพลงพระราชนิพนธ์ "ลมหนาว" ต่อมา ปี 2548 บันทึกเสียงเพลง ดาวหลงฟ้าภูผาสีเงินประกอบละครทีวีเรื่อง ดาวหลงฟ้าภูผาสีเงิน" ซึ่งนำแสดงโดย คุณพลอยไพลิน เจนเซน และในปี 2549 บันทึกเสียงเพลง คือรักไม่มีที่สิ้นสุด ประกอบละครทีวีเรื่อง อมฤตาลัย" และเพลง ขวัญใจเจ้าทุยในอัลบั้ม “More Than Words” ชุดที่ 4 ของเทวัญ ทรัพย์แสนยากร และในปีเดียวกันนั้น เธอบันทึกเสียงภาคภาษาไทยของเพลง “There is Life” เพื่อประกอบจากภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์เรื่อง Bambi II ปี 2550 บันทึกเสียงเพลง จันทร์ของเธอเพลงเอกจากละครทีวีเรื่อง "แรมพิศวาส" และเป็นหนึ่งในศิลปินนักร้อง 80 ท่านที่ร่วมกันบันทึกเสียงขับร้องบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ พ่อแห่งแผ่นดิน เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา ต่อมาในปี 2551 บันทึกเสียงร้องเพลงภาคภาษาไทยนางเอกที่ชื่อ Giselle จากภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง มหัศจรรย์รักข้ามภพ (Enchanted) เพลง True Love's Kiss (จุมพิตจากรักจริง)” , “Happy Working Song (ทำงานสุขสันต์)และ That's How You Know (อย่างไรจึงรู้)และล่าสุดในปี 2552 บันทึกเสียงเพลง สาป เพลงนำจากละครทีวีเรื่อง สาปภูษา"

สื่อวีดีโอบันทึกการแสดงประกอบไปด้วย VCD บันทึกการแสดงสดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 32 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในเดือนกรกฎาคม 2547 เธอขับร้องเพลง "Tonight" "นี่หรือความรัก" "กษัตริยา" และ "แม่ฟ้ามหาราชินี" ถัดมาเป็น DVD การแสดงสดเป็นที่ระลึกของงาน คอนเสิร์ตประสานใจรัก "THE VOICELINE” เพื่อมูลนิธิโรคตับเพื่อฉลองสิริอายุ 6 รอบคุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช ซึ่งเธอขับร้องเพลง "สวนในฝัน" และ "Together (Wherever We Go)" จากนั้นในเดือนเมษายน 2551 เป็น DVD บันทึกการแสดงสด ที่ระลึกงานประกาศเกียรติคุณวิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 1 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 10 สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลง "The Sound of Music" "All I Ask of You" "I Still Believe" "I'd Give My Life for You" และ "Show Me (My Fair Lady)" ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ) เดือนพฤษภาคม 2551 ใน DVD ที่ระลึกงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 64 เพลง "Medley โดมในดวงใจและจามจุรีประดับใจ" ณ สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การร้องเพลง "พระหน่อนาถ" เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในวโรกาสที่ทรงพระชนมายุครบ 7 รอบพรรษา บันทึกภาพและเสียง ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท และออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552และล่าสุดคือการร้องเพลงพระราชนิพนธ์ "เทวาพาคู่ฝัน" ร่วมกับนักร้องหมู่ 4 เหล่า บรรเลงเพลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี ในรายการวันสายใจไทย วารมหามงคล 60 ปี บรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส ออกอากาศทาง ททบ. 5 ในวันที่ 1 เมษายน 2553

[แก้] รางวัล

ชนะเลิศการแข่งขันเปียโนทั่วประเทศของโรงเรียนดนตรีสยามกลการ (Yamaha Piano Festival 1991) รุ่นกลาง (2534)

ชนะเลิศการประกวดขับร้องเพลงภาษาอังกฤษของโรงเรียนชลกันยานุกูล เพลง Wind Beneath My Wings” (2536)[9][8]

ชนะเลิศการประกวดขับร้องเพลงสากลของวง TU Band เพลง Saving All My Love for You” (2538)[3]

ตำแหน่งนางงามบุคคลิกภาพ จากการประกวดนางสาวไทย (2545)[3]

[แก้] ชีวิตส่วนตัว

[แก้] ปฐมวัย

ธีรนัยน์ ณ หนองคาย เกิดในปี พ.ศ. 2519 ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรีคนเดียวของนายธีระ ณ หนองคาย และนางนัยนา ปุงคานนท์ (เสียชีวิตแล้วในปี 2546) ต่อมาครอบครัวย้ายมาตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ที่จังหวัดชลบุรีและทำกิจการโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนดนตรียามาฮ่า ชลบุรี[8]

[แก้] การศึกษา

ธีรนัยน์ได้รับการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี ด้วยผลการเรียนที่ดีเธอจึงผ่านการคัดเลือกตามโครงการช้างเผือก ให้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปี 2537- 2540 และศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์ด้านการสอน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จบการศึกษา เมื่อปีการศึกษา 2543[3][8]

[แก้] ครอบครัว

ธีรนัยน์ ปัจจุบันสมรสกับ นายธีรนันท์ ศรีหงส์ (รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ธนาคารกสิกร

 

กรกันต์  สุทธิโกเศศ
นิสิตคณะนิเทศศาสตร์  จะฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้จัก อาร์ม พระเอกละครนิเทศจุฬาฯ
ดีกรีนักร้องหน้าใหม่


อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ

ออกตัวว่าเป็นคนขี้อาย แต่เพราะความที่ชอบร้องเพลง ทำให้ต้องฝึกการแสดงออก

จนตอนนี้ อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศเริ่มเปิดตัวในฐานะนักร้องหน้าใหม่สังกัด เคพีเอ็น และยังเป็นพระเอกละครเวทีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีนี้ด้วย

อาร์มเพิ่งคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลป๊อปปูลาร์โหวต จากเวทีการประกวดร้องเพลงถ้วยพระราชทานชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2552 หรือ เคพีเอ็น อวอร์ด 2009 มาหมาด ๆ แถมฝันยังเป็นจริง เมื่อได้ออกอัลบั้ม

โดยตอนนี้ได้ปล่อยซิงเกิ้ลแรก ขอร้องให้ทดลองฟังกันไปบ้างแล้ว งานนี้ได้หนึ่ง วงอีทีซีมาแต่งเพลงและควบคุมการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ

ตอนที่เข้าประกวด เขาไม่ได้บอกว่าจะทำเพลงให้ แค่ได้รองอันดับหนึ่ง กับป๊อปปูลาร์โหวตก็ดีใจมากแล้ว ยิ่งพอรู้ว่าได้ทำเพลงดีใจจนพูดไม่ถูกเลย เพราะมันเป็นความฝันของเรามาตั้งแต่เด็ก ผมว่าคนที่ชอบร้องเพลงทุกคนก็ฝันอยากทำอัลบั้ม มีเพลงของตัวเองทั้งนั้น ผมก็เหมือนกัน และยิ่งได้พี่หนึ่ง อีทีซี มาทำให้ด้วยก็ตื่นเต้นมาก เพราะเขาเป็นไอดอลด้านการร้องเพลงของผม


อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ

เพลงขอร้อง เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อาร์มบอกว่าคงต้องรอกระแสตอบรับจากคนฟังอีกระยะหนึ่ง และจะทยอยปล่อยทีละเพลงจนกว่าจะครบอัลบั้มในสิ้นปีนี้ ใครที่ยังไม่ได้ฟังเพลงของหนุ่มคนนี้ คลิกเข้าไปฟังได้ที่ www.kpnaward.com

ไม่เพียงแต่รางวัลจากเวที เคพีเอ็น เท่านั้น แต่อาร์มคว้ารางวัลด้านการร้องเพลงมากมาย เช่น ชนะเลิศได้รับถ้วยประทาน หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณณวรีมหิดล จากเวที แฟชั่น ไอส์แลนด์ คิด แอนด์ ทีน มิวสิก ชาลเลนจ์ 2003, ชนะเลิศจากการประกวดร้องเพลงงาน ศาลาเฉลิมกรุงสืบสานตำนานเพลง ครั้งที่ 3 ได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี, ชนะเลิศจากการประกวดร้องเพลงงาน แบงค็อก มิวสิก อวอร์ด 2004 รวมไปถึงการได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 80 ศิลปินร่วมขับร้องบทเพลงพ่อแห่งแผ่นดินเนื่องในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

ถึงแม้จะเพิ่งออกอัลบั้มแรกแต่หนุ่มคนนี้เดิมพันไว้สูงมาก เพราะเขาจะใช้มันเป็นตัวชี้ชะตาในวงการเพลง หากไม่ถูกใจคนฟังเขาอาจจะเบนเข็มไปด้านภาพยนตร์อย่างที่ร่ำเรียนมา เนื่องจากการเป็นผู้กำกับก็เป็นอีกฝันของเขา

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่า การที่เขาขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงตั้งแต่ 9 ขวบ ตั้งแต่เวทีเล็กระดับโรงเรียน ไปจนถึงเวทีใหญ่ระดับประเทศ ทำให้ต้องฝึกด้านการแสดงออก ด้านการเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ ส่งผลให้อาร์มรักการแสดง และเลือกเรียนสาขาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์


อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ

อาร์มเคยได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จากการประกวดหนังสั้นทดลองในโครงการ ไอดรีม 2 ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และยังเคยได้รับรางวัลภาพ ยนตร์สั้นยอดเยี่ยม จากการประกวดหนังสั้น มูฟวี่ มาเนีย #8 จัดโดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกด้วย

และทุกปีคณะนิเทศศาสตร์ จะมี ละครเวทีนิเทศ จุฬาฯงานใหญ่ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของนิสิตที่เรียนคณะนี้ทุกคน และอาร์มก็ไม่พลาดที่จะขอเข้าร่วมด้วย

ผมเคยไปสมัครคัดเลือกนักแสดงละครเวทีนิเทศจุฬาฯ แต่ครั้งแรกไม่ได้ครับ เลยต้องไป จัดไฟ ไปทำหน้าที่อย่างอื่นแทน ปีที่แล้วผมก็แคสอีกและได้บทพระเอกมา พอปีนี้ก็ได้เป็นพระเอกอีกครับ

ปีที่แล้วอาร์มรับบทบาทเป็นนายตำรวจ ในเรื่อง คาเฟ่สีรุ้ง คณะวุ่นคดีป่วน จัดแสดงที่หอประชุมจุฬาฯ เล่นทั้งหมด 10 รอบ ปีนี้กับบท ปองพลชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ และตกหลุมรักหญิงชั้นต่ำ ในเรื่อง วิมานมายาที่จะแสดงในวันที่ 28-30 ส.ค. และวันที่ 4-6 ก.ย.นี้ ณ หอประชุมจุฬาฯ


อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ

ช่วงนี้ฝึกซ้อมละครเวทีอย่างหนักครับ วันธรรมดาหลังเลิกเรียนก็ซ้อมตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม วันเสาร์-อาทิตย์ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นครับ ปีนี้พิเศษเพราะทุกปีเป็นคอมเมดี้ แต่ปีนี้เป็นละครแนวดราม่า นักแสดงทุกคนเลยต้องฝึกซ้อมให้มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงตัวละครจริง ๆ อยากให้ทุกคนมาดูครับ เพราะงานนี้เป็นความตั้งใจจริงของพวกเรา พวกเราทำเองทั้งหมดตั้งแต่คัดเลือกนักแสดง คิดเรื่อง เสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม แอ๊คติ้ง และอยากให้ทุกคนเห็นว่านิเทศ จุฬาฯไม่ใช่ทำได้เฉพาะละครคอมเมดี้เท่า นั้นครับ

อาร์มบอกว่าเขาพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการแสดง รวมไปถึงมุมมองต่าง ๆ ด้านการทำภาพยนตร์ไปเรื่อย ๆ

เราอาจรู้จักนักร้องหน้าใหม่ที่ชื่ออาร์มกันแล้ว แต่ในอนาคตเราอาจมีผู้กำกับชื่อ อาร์ม-กรกันต์ประดับวงการอีกคนก็เป็นได้….!!!.

นภาพร พานิชชาติ
napaporn@dailynews.co.th

http://campus.sanook.com/teen_zone/star_05592.php

คอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ บีเอสโอบรรเลงสุนทราภรณ์
มิติใหม่ของวงการดนตรีไทย
นำเพลงสุนทราภรณ์เรียบเรียงใหม่
ร่วมขับขานโดยนักร้องดังของไทย

ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
--------------------

มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ ร่วมกับมูลนิธิสุนทราภรณ์ โดยความสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมด้วยคิงพาวเวอร์และสิงห์คอร์ปอเรชั่น จัดคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ในวงการดนตรีของไทย รายการบีเอสโอบรรเลงสุนทราภรณ์ (BSO Plays Suntaraporn)” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ครูเอื้อ สุนทรสนาน และในวาระที่ UNESCO ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล 

นับเป็นครั้งแรกเมื่อความงามอันล้ำเลิศในเชิงภาษา ท่วงทำนองอันประณิตวิจิตรของเพลง สุนทราภรณ์ ได้ผนวกเข้ากับการบรรเลงโดยวงบางกอกซิมโฟนี หรือ บีเอสโอ วงออร์เคสตร้าระดับนำของไทย นักดนตรี 70 คน ผ่านการเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ด้วยความประณีต ด้วยความรักเคารพ ร่วมขับร้องโดยศิลปินนักร้องคุณภาพที่มีชื่อเสียง คือ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย สุภัทรา โกราษฎร์ กรกันต์ สุทธิโกเศศ (อาร์ม-เคพีเอ็น) นักร้องคลื่นลูกใหม่ของสุนทราภรณ์ และนักร้องรับเชิญ 2 ท่าน คือ รวงทอง ทองลั่นธม ศิลปินแห่งชาติ ชรัส เฟื่องอารมณ์ พรศุลี วิชเวช นักร้องนำจากวงสุนทราภรณ์ อำนวยเพลงโดย นรอรรถ จันทร์กล่ำ นักไวโอลินและผู้อำนวยเพลงระดับแนวหน้า ของไทย เจ้าของรางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2535 ซึ่งจะเป็นหนึ่งในศิลปินนักร้องรายการนี้

ในโอกาสนี้ คณะผู้จัดงานฯ จะเปิดตัวซีดี ชุดพิเศษ บีเอสโอ บรรเลง สุนทราภรณ์ซึ่งได้นำ เพลงของสุนทราภรณ์ที่แสดงในคอนเสิร์ต ผ่านการบันทึกเสียงอย่างมีมาตรฐานสากล พร้อมจัดทำเป็นซีดีนำออกเผยแพร่ในงานนี้เป็นครั้งแรก กำหนดแสดงในวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2554 (แสดง 2 รอบ เวลา 14:00 น. และ 19:30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

รายการเพลงในคอนเสิร์ตได้คัดสรรผลงานที่โดดเด่น ได้รับความนิยมมาทุกยุคสมัย ทั้งแนวเพลงรัก ปรัชญาชีวิต ละครเพลง หลากหลายสไตล์และลีลา ทั้งแนวโรแมนติค มิวสิคัล คลาสสิก ลีลาศและแจ้สในจังหวะสวิง อาทิ คิดถึง ฝากหมอน เสียงกระซิบจากเกลียวคลื่น กระซิบสวาท รักเอาบุญ ขอให้เหมือนเดิม นางฟ้าจำแลง นวลปรางนางหมอง พรานล่อเนื้อ ศกุนตลา จุฬาตรีคูณ พนาโศก ฟ้าคลุ้มฝน วิมานสีชมพู และบทเพลงพิเศษ คือ สุนทราภรณ์สวีท (Suntaraporn Suite)” ซึ่งนำเพลงฮิตของสุนทราภรณ์มาเรียบเรียงใหม่ในแบบเมดเล่ย์

คอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้นำความงามของเพลงสุนทราภรณ์ในทุกด้านทั้งทำนอง คำร้อง ืการเรียบเรียงดนตรี การขับร้อง มาขยาย ปรับแต่ง สำหรับการบรรเลงในอีกรูปแบบหนึ่งโดยวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า ซึ่งผู้ฟังจะได้ตระหนักถึงอัจฉริยภาพที่แท้จริง ของเพลงสุนทราภรณ์ ทอันเป็นแหล่งหลอมรวมของแก่นแท้ แห่งดนตรีไทยกับมรดกของดนตรีตะวันตก การตีความใหม่ของทีมศิลปินที่ร่วมกันสร้างสรรค์ เป็นการน้อมคารวะครูเอื้อและเพื่อนร่วมงานของท่าน

การสร้างสรรค์งานในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีของไทยและสากลเข้าด้วยกัน เป็นมิติใหม่ของวงการดนตรีไทย ที่จะช่วยให้มรดกทางดนตรีสุนทราภรณ์ไม่หยุดอยู่กับที่ทำให้เพลง สุนทราภรณ์มีความไพเราะและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นไปอีก ผู้ฟังรุ่นเก่าจะได้สัมผัสอารมณ์ ความไพเราะ ลึกซึ้งไปอีกแบบ แม้จะต่างไปบ้างจากดนตรีต้นฉบับเดิมก็ตาม แต่ก็ยังคงรักษาความงามด้านดนตรีส่วนใหญ่ไว้ ขณะเดียวกันเป็นการนำงานสุนทราภรณ์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้ชื่นชมและเห็นคุณค่า ทำให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปินไทย บทเพลงไทย โดยเฉพาะเพลงไทยของสุนทราภรณ์ ทคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในวงการคีตศิลป์ของไทย ซึ่งจะคงอยู่กับสังคมไทยต่อไปอีกนานแสนนานที่คนไทยควรภาคภูมิใจ

นรอรรถ จันทร์กล่ำ ศิลปินนักดนตรีที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงคลาสสิก ซึ่งเป็นผู้อำนวยการด้านดนตรีทำหน้าที่ทั้งผู้อำนวยเพลง เรียบเรียงเสียงประสาน และขับร้องในคอนเสิร์ตครั้งนี้ กล่าวว่า

ผมหลงใหลในบทเพลงสุนทราภรณ์มาตั้งแต่จำความได้ มีความสุขทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับงานสุนทราภรณ์ และยิ่งมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้มีส่วนร่วม ในการสร้างสรรค์งานที่สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไทย ในคอนเสิร์ตและซีดี ชุด บีเอสโอบรรเลงสุนทราภรณ์

บัตรราคา  400, 800, 1200, 1600 และ 2000 บาท
จำหน่ายบัตรที่ Thaiticketmajor โทรศัพท์ 02-262-3456
สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานมูลนิธิ BSO
ชั้น 3 อาคารนายเลิศทาวเวอร์ (ห้อง 48) เลขที่ 2/4  ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2255-6617-8 (คุณอาภา) www.bangkoksymphony.org หรือ
ศูนย์บริการสุนทราภรณ์ โทร. 081-285-1427 www.websuntaraporn.com

 

กลับหน้าแรก TDA