ก่อนเพลงไทยลูกทุ่ง จะถูกลืม

(1/7) > >>

pajonec:
ยุคสมัย

ก่อนเพลงไทยลูกทุ่ง จะถูกลืม

มานพ ถนอมศรี

ถ้าจะถือว่า เพลงโอ้เจ้าสาวชาวไร่ ที่ขับร้องโดย คำรณ สัมบุณณานนท์ และประพันธ์คำร้อง ทำนองโดย เหม เวชกร เป็นเพลงในแบบลูกทุ่งไทยเพลงแรก (เจนภพ จบกระบวนวรรณ, ลมหายใจพื้นบ้านในเพลงลูกทุ่ง, ดวลเพลงกลางทุ่ง สมาคมกิจวัฒนธรรมจัดพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๒) ปัจจุบันนี้อายุของเพลงลูกทุ่งไทยก็ได้ ๕๓ ปี (เพลงโอ้เจ้าสาวชาวไร่ แต่งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑)

เวลา ๕๓ ปี ที่ผ่านมาของเพลงลูกทุ่งไทย อาจจะนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่านยุคสมัยที่ผ่านร้อนผ่านเย็นมาแล้วอย่างครบถ้วน และหากไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป คงประจักษ์กันด้วยหูและสายตาแล้วว่า ถึงวันนี้ เพลงลูกทุ่งไทยอยู่ในสภาวะอย่างไร และกำลังเดินไปทางไหน

ถึงแม้จะมีคนดีที่มองเห็นคุณค่าและความงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่องของเพลงในแบบลูกทุ่งไทย ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทรัพย์ส่วนตัว เพื่อที่จะอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งให้คงอยู่สืบต่อไป แต่ผลที่ได้รับก็เพียงแค่ยืดวันเวลา สิ้นลมของเพลงประเภทนี้ให้รวยรินต่อไปเท่านั้น



เพลงลูกทุ่งไทย ที่เต็มไปด้วยความไพเราะ งดงาม ทรงคุณค่าทั้งทางสุนทรียภาพและวัฒนธรรมกำลังถูกลืมจากผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันทั้งด้วยตัวของตัวเองและคลื่นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง สุดเหวี่ยง โลกแห่งความเป็นนิกส์ที่มีกำไร ขาดทุนเป็นลมหายใจ กำลังทำตัวเป็นพระพรหมองค์ใหม่เที่ยวลิขิตชีวิตของใครต่อใคร ให้เป็นไปตามความต้องการ ของตัวเองอยู่อย่างสนุกมือ และสิ่งที่มันสร้างขึ้นมาด้วยความมักง่าย ฉาบฉวย ไร้ความรับผิดชอบ หวังเพียงเพื่อความเป็นมหาเศรษฐี เหล่านี้นี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งอันสำคัญยิ่ง ที่ผลักดันให้เพลงลูกทุ่งไทย มีสภาพไม่แตกต่างไปกว่าป่าไม้ และสัตว์ป่า ที่เราจะเห็นคุณค่ากันก็ต่อเมื่อ สิ่งนี้สูญหายไปแล้ว

เพลงลูกทุ่งไทย มิใช่เพียงเสียงตะโกนโหวกเหวก ด้วยวลีที่ไร้ความหมาย หรือสร้างสรรค์ในเชิงลบ ที่เพียงแค่เปิดซ้ำๆ กันให้ผ่าหูทุกๆ วัน ก็สามารถทำรายได้ในการจำหน่ายหลายแสนตลับ หากแต่เพลงลูกทุ่งมีความไพเราะในตัวของมันเอง ทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา นอกจากนั้น ยังสอดแทรกเอาไว้ด้วยเลือด เนื้อ ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทย ที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสูญเสียสิ่งดีดๆ สิ่งนี้ไปจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง

บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นด้วยสำนึกว่า บัดนี้ เพลงลูกทุ่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ยอดเยี่ยมมากอย่างหนึ่งได้สูญหายไปเสียแล้ว สูญหายไปเช่นเดียวกับของดีๆ อีกมากมายหลายอย่าง ที่ต้องกลายเป็นอดีตอันพร่าเลือน รอวันดับสูญไปอย่างสิ้นเชิง สูญสลายไปเพราะคนไทยเองที่เมินหน้าหนีไปอย่างไม่มีเยื่อใย สูญสลายไปเพราะวิสัยที่คุ้นเคยกับการทำลายของเก่าแก่และดีงามอันเป็นสายเลือดของตนเอง

จะว่าไปแล้ว การกล่าวว่าคนไทยทั้งหมดเป็นผู้ทำลายเพลงลูกทุ่งไทยนั้นยังไม่ถูกต้องนักเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ คนไทยจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ตกอยู่ในสภาพยอมจำนนและรับรู้ในสิ่งที่ถูกยัดเยียด ยิ่งการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้ามากเท่าไหร่ การแพร่วัฒนธรรมต่างชาติหลายๆอย่างกระทำได้ง่ายเข้า ถ้าวัฒนธรรมไทยมีค่าเท่ากับ ๑๐๐ % ทุกวันนี้ค่าอันนั้นได้ทูกกลบ กลืนและแทรกแซงจนเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคนที่มีวัฒนธรรมกินกาแฟไปโดยไม่รู้ตัว ในขณะเดียวกันกับคนรุ่นหนุ่มสาว ก็ถูกมอมเมาให้มีวัฒนธรรมกินไวน์และเบียร์โดยไม่มีความผิด ไม่เว้นแม้แต่เด็กและเยาวชน ซึ่งกำลังได้รับวัฒนธรรมกินน้ำอัดลมแทนน้ำสะอาดธรรมดาอยู่เช่นกัน

คนเพียงหยิบมือเดียว แต่มีพลังอำนาจอย่างล้นเหลือที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและความเป็นไปของชาติ ของประเทศทั้งประเทศได้ กำลังทำงานของตนอย่างมีความสุข โดยมิได้คำนึงเลยว่า สิ่งที่กระทำอยู่นั้น จะส่งผลให้แก่ของดีๆ ที่เคยมีมาแต่อดีตอย่างไรบ้าง ถ้าคนเหล่านี้ละเว้นในคำว่ากำไรให้ลดลงไปเสียบ้าง จากนั้นก็หันมาเลือกหยิบวัฒนธรรมอันดีงามของชาติที่ใช้เวลาสะสมต่อเนื่องกันมานานนับ ๑๐๐ ปี มาส่งเสริมละสร้างสรรค์ เฉกเช่นเดียวกับการเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่กำลังทำอยู่ คนไทยคงมีสิ่งที่ภาคภูมิใจและมีคุณค่ามากกว่านี้

ในด้านเสียงเพลงก็เช่นเดียวกัน เพลงลูกทุ่งไทย ที่แฝงไว้ด้วยความซื่อ บริสุทธิ์ ไพเราะและจริงใจ ก็คงไม่ขาดห้วนไปอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน



๕๓ ปี แบ่งออกเป็น ๓ ยุค

ถ้าจะแบ่งกันอย่างหยาบๆ ไม่ได้อาศัยหลักวิชาการอะไรมากไปกว่า เคยได้ยินได้ฟัง และชื่นชอบกับบทเพลงประเภทนี้ไม่น้อยไปกว่า ๓๕ ปี เพลงลูกทุ่งไทยของเรานี้คงสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ช่วงด้วยกัน

? ยุคเริ่มต้นและบุกเบิก

? ยุครุ่งเรืองและเฟื่องฟู

? ยุคฟุบและสูญสลาย



ยุคเริ่มต้นและบุกเบิก

คุณอเนก นาวิกมูลและคุณเจนภพ จบกระบวนวรรณ ซึ่งเป็นผู้สนใจ ค้นคว้า ศึกษาความเป็นมาและเป็นไปของเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองไทย มาเป็นเวลาหลายสิบปี ต่างมีความเห็นต้องกันว่าเพลงลูกทุ่งไทยนั้น แท้จริงแล้วมีพัฒนาการมาจากเพลงพื้นบ้านของไทยเรานั้นเอง (อเนก นาวิกมูล ?ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงพื้นเมือง...ฯ ..ข้อสังเกตในตอนนี้ก็คือ เพลงทั้งสองประเภท มีลักษณะร่วม และมีความใกล้ชิดผูกพันกันอย่างแน่นอน? เจนภพ จบกระบวนวรรณ ?ส่วนหนึ่งของเพลงลูกทุ่งไทยล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจากเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองแทบทั้งนั้น?)

คุณเจนภพเขียนไว้ว่า เพลงลูกทุ่งไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑

คุณอเนกเขียนเอาไว้ว่า คำว่าเพลงลูกทุ่ง เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗

นั่นย่อมหมายความว่า ตัวอย่างเพลงลูกทุ่งเกิดก่อนชื่อเพลงลูกทุ่งนานถึง ๒๖ ปี (ส่วนว่าก่อนหน้านั้น เพลงลูกทุ่งที่ร้องๆ กันอยู่จะถูกเรียกขานว่าอะไร รวมทั้ง ผู้ใดเป็นผู้ให้ชื่ออันเหมาะสม กับเพลงไทยประเภทนี้ ต้องไปหาอ่านเอาจากหนังสือ ดวลเพลงกลางทุ่ง ซึ่งสมาคมกิจวัฒนธรรมเป็นผู้จัดพิมพ์ขึ้น เมื่อปี ๒๕๓๒ หนังสือเล่มนี้ คุณอเนก นาวิกมูล คุณเจนภพ จบกระบวนวรรณ คุณสุกรี เจริญสุข คุณนพีสี นิมมานเหมินทร์ และนายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล ช่วนกันเขียน)

ช่วงเวลา ๒๖ ปีนี่แหละที่เราถือได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกและฟักตัวของเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งคนรุ่งปัจจุบันนี้คงเหลือน้อยคนนักที่เคยได้ยินได้ฟังเสียงแท้ๆ จากปากนักร้องที่ร้องไว้เป็นครั้งแรกๆ

จากการค้นคว้าของนักเลงเพลงลูกทุ่งอย่างคุณเจนภพ จบกระบวนเหมาะ ทำให้เราพอจะรู้ว่า นักร้องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อวงการเพลงลูกทุ่งไทยในแง่ผู้ริเริ่ม บุกเบิก นำเสนอผลงานเพลงอันทรงคุณค่าประเภทนี้ออกมาในยุคนั้นได้แก่ คำรณ สัมบุณณานนท์ , ชาญ เย็นแข , ปรีชา บุญยเกียรติ , ศิริ คุ้มอยู่ , สมยศ ทัศนพันธ์ , วงจันทร์ ไพโรจน์ และใครๆอีกหลายคน ซึ่งผู้เขียนยังไม่เคยฟังเพลงของท่านเลยก็มีอยู่

นักร้องในรุ่นนี้หลายท่านเสียชีวิตไปแล้ว หลายท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเพลงของท่านนั้น คงหาฟังกันได้ยาก เพราะแผ่นเสียงคงชำรุด เสียหายไปเกือบหมด เท่าที่พอจะค้นฟังได้บ้างก็คงจะที่พิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งของคุณเจนภพ จบกระบวนวรรณ

ผู้เขียนยอมรับว่า เมื่อเริ่มหัดฟังเพลงแรกๆนั้น ยังไม่อาจเข้าในใจความไพเราะของเพลงซึ่งนักร้องอวุโสเหล่านี้ร้องได้ ดูเหมือนจะมีเพียงกลิ่นโคลนสาบควาย หรืออะไรนี่แหละ (มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า อย่าดูถูกชาวนาเหมือนตาสีทำอะไรอยู่ทำนองนี้) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเพลงในยุคนี้ไม่มีอะไรดี แน่นอนว่าจะต้องเป็นเพลงที่มีคุณภาพล้นเหลือ มิเช่นนั้นคงไม่สามารถพลักดันให้ เพลงลูกทุ่งไทยในระยะต่อมาได้รับความนิยมอย่างมาก จนดังกระหึ่มไปทั่วทั้งประเทศได้

ซึ่งเรื่องนี้ คงหาอ่านได้จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพลงลูกทุ่งโดยตรง ที่ท่านคงต้องทำเอาไว้แล้วอย่างแน่นอน

ถ้าจำไม่ผิด ช่วงที่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เพลงลูกทุ่งรุ่งโรจน์ไปทั่วเมืองไทย เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งยังไม่เรียกขานเพลงในแบบที่พัฒนามาจากเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองของไทยกันว่า เพลงลูกทุ่ง

นักร้องที่มีบทบาทและผลงานค่อนข้างมากและเป็นที่นิยมของผู้ฟังทั่วไปเป็นอันมาก ได้แก่ ทูล ทองใจ , ปอง ปรีดา , ชัยชนะ บุญนะโชติ , ไพรวัลย์ ลูกเพชร , พร ภิรมย์ , ชาย เมืองสิงห์ , สุรพล สมบัติเจริญ ฯลฯ



ในยุคนั้น เทคโนโลยีด้านเครื่องเสียงยังไม่เจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายเท่าใดนัก วิทยุส่วนใหญ่ เป็นทรานซิสเตอร์ที่ต้องใช้กระบะถ่านไฟถ่ายนับ ๑๐ ก้อน ชนิดที่จะหยิบฉวยไปไหนมาไหนได้ ยังไม่มีให้พบเห็น กระนั้นก็ตาม ทุกรุ่งอรุณของวันใหม่ จะได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุของคนบ้านไกลลอยแว่วมากับลม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพลงของ ทูล ทองใจ ซึ่งดูเหมือนว่า จะเป็นเสียงเพลงที่ผสานกลมกลืนกับบรรยากาศตอนเช้าตรู่อย่าดีที่สุด จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ฟังที่เดียวว่า หากจะฟังเพลงของทูล ทองใจ ให้เพราะและลึกซึ้ง ควรจะฟังก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ดูเหมือนว่า ความรู้สึกนี้จะยืนยาวสืบมาช้านานจนเกือบถึงปัจจุบัน เวลาเดินทางไปในชนบทบางแห่ง ยังเคยได้ยินเสียงเพลงของทูล ทองใจ ดังแว่วมาท่ามกลางความมืดสลัวของรุ่งอรุณแห่งท้องทุ่งนาอยู่เช่นเดิม

เพลงลูกทุ่งที่แปลกทั้ง เนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนความรู้สึกและอารมณ์ของเพลงในช่วงเวลานั้นเห็นจะได้แก่เพลง สาวฝั่งโขง ที่ขับร้องโดย ปอง ปรีดา ส่วนที่ประทับใจที่สุด และนับได้ว่าเป็นสิ่งสูงสุดของเพลงลูกทุ่งไทยที่ยังไม่มีใครทำได้ทัดเทียมเลยก็คือเสียงผิวปากนำตอนขึ้นต้นบทเพลง เพลงนี้โด่งดังมาก เป็นที่นิยมของคนฟังอย่างสูง เพราะหยิบเอาคำแปลกๆ ที่ไม่เคยคุ้นหูของคนภาคอีสานมาใช้ในเพลงเป็นหลายคำ และคำเหล่านั้นก็ล้วนกินใจและให้ความรู้สึกแก่คนฟังทุกภาคได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนไม่มีความรู้ว่า ผู้ใดเป็นผู้เขียนคำร้องและแต่งทำนอง แต่ขอยกย่องเอาไว้ในที่นี้ว่าที่สุด หามีเพลงใดเสมอเหมือนได้อีกแล้ว

เพลงของ ปอง ปรีดา อีกเพลงหนึ่งที่ดังติดตามมา ด้วยสำเนียงเหน่อและคำร้องซื่อ ๆ น่าเห็นใจ ซึ่งก็เป็นที่นิยมของคนฟังอย่างมากมายเช่นกัน คือ เพลงตามหาน้องต้อย

ในเวลาต่อมา จึงมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง จากนักร้องผู้นี้ออกมาอีกหลายเพลง และทุกเพลงก็ไพเราะ ลึกซึ้ง น่าฟัง จนแม้คนรุ่นปัจจุบันนำเอามาร้องใหม่ก็ยังให้ความไพเราะอยู่เช่นเดิม จึงถือได้ว่าเพลงของ ปอง ปรีดา เป็นที่สุดในด้านเนื้อหาที่เกี่ยวกับคนไทย คนลาว และแม่น้ำโขง

น่าเสียดายว่า ชั่วเวลาไม่นานนัก นักร้องผู้นี้ก็ต้องมีอันประสบปัญหาชีวิต ทำให้ต้องหยุดร้องเพลงไปเป็นเวลานาน หรืออาจจะเรียกได้ว่าหายไปจากวงการเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้น เราคงได้ฟังเพลงที่มีความไพเราะ ล้ำลึก อันเกี่ยวกับแม่น้ำโขงกันอีกหลายต่อหลายเพลง

นักร้องที่เป็นกำลังสำคัญในอันที่จะผลักดันให้เพลงลูกทุ่งรุ่งเรือง เฟื่องฟู ในเวลาต่อมาก็คือ ชัยชนะ บุญนะโชติ

นักฟังเพลงในเวลานั้นต่างรู้จักชัยชนะในด้านเพลงแหล่และร้องเพลงที่ใช้สำเนียงสุพรรณบุรี เพลงดอกดินถวิลฟ้า เพลงล่องใต้ และเพลงแม่แตงร่มใบ ล้วนแต่เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักฟังเพลงในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับบุคลิกส่วนตัวของชัยชนะคือเป็นคนอารมณ์ขันการแสดงบนหน้าเวทีจึงมีมุขตลกและสนุกสนานให้ผู้คนได้ชื่นชมอีก จึงนับได้ว่า นักร้องผู้นี้เป็นขุนพลทหารเอกของเพลงลูกทุ่งไทยคนหนึ่งซึ่งโด่งดังมาก่อนที่จะมีคำว่า เพลงลูกทุ่ง เสียด้วยซ้ำ

นักร้องที่ยิ่งใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่เริ่มต้นผลงานของตนเองด้วยคำร้องที่ว่า ?พี่คือ ไพรวัลย์ น้องจ๋าจำเสียงได้ไหม...? เป็นเจ้าของเสียงเพลงรักหวานที่กรีดเข้าไปในหัวใจสาว ๆ ให้สั่นสะท้านไปทั่วทั้งเมืองไทย มิหนำซ้ำรูปร่างหน้าตายังหล่อเหลาอีกต่างหาก ความนิยมจึงเทไปให้อย่างไม่รู้จบ ไพรวัลย์ ลูกเพชร มีผลงานออกมามากมาย แต่ละเพลงได้รับความชื่นชอบจากคนฟังจนนำไปร้องติดปาก คนหนุ่มที่กำลังมีความรัก แทบจะไม่มีใครไม่นำเอาเพลงของนักร้องผู้นี้ไปร้อง อย่างน้องก็เป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า เนื้อหาที่อยู่ในเพลงหวานเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของหัวใจ

แม้เวลาจะผ่านมานานนับ ๑๐ ปี ไพรวัลย์ก็หาได้เสื่อมถอยไปจากความนิยมของประชาชนไม่ จะเห็นได้จากการขับร้องเพลงนำในภาพยนตร์ มนต์รักลูกทุ่ง ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด หรือแม้แต่ครั้งหลังๆ ก่อนที่ชีวิตจะประสบโชคร้าย ?ไอ้หนุ่มตังเกร่อนเร่หาปลา...? ก็ยังเป็นที่ฮือฮาของไอ้หนุ่มทั่วเมืองไทยเช่นเคย

ยุคทองของเพลงไทยลูกทุ่ง ซึ่งยังไม่ได้ชื่อว่าเพลงลูกทุ่งในสมัยนั้น น่าจะเป็นช่วงที่วงดนตรีจุฬารัตน์ ภายใต้การควบคุมวงของครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งถือได้ว่า รวบรวมนักร้องที่มีชื่อเสียงและความสามารถเอาไว้มากมาย และส่วนที่ทำให้วงดนตรีของครูมงคล โด่งดังมากที่สุดก็คือ การนำเอานิทานพื้นบ้าน และวรรณคดีไทยหลายเรื่องมาผูกเป็นเพลงให้นักร้องเช่น พร ภิรมย์ , ชาย เมืองสิงห์ ขับร้องในทำนองแหล่ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง

ผู้เขียนเองก็ยังจำและซาบซึ้ง เรื่องราวของวรรณคดีไทยหลายเรื่องจากเพลงเหล่านี้เช่น พระรถ-เมรี ตอนที่ชาย เมืองสิงห์ เอื้อนบอกความรู้สึกภายในว่า นางยักษ์นั้นรวดร้าวเพียงใด ทำได้สุดยอดเป็นที่สุด ขนาดฟังแล้วน้ำตาจะไหล ใจจะขาด สงสารนางยักษ์เหลือเกิน

นิทานพื้นบ้านอย่างเพลงดาวลูกไก่ ของพร ภิรมย์ ให้ทั้งความสนุก เพลิดเพลินและสอนใจอยู่ในตัว ผู้เขียนขอยกย่องให้นักร้องผู้นี้เป็นนักร้อง ที่ร้องเพลงแหล่ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด เพลงแหล่ทุกเพลงที่นักร้องผู้นี้ร้องล้วนไพเราะ ให้คติธรรม และเลือดเนื้อของความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

รวมทั้งสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า คนไทยรุ่นเดียวกับผู้เขียนจำนวนไม่น้อยที่เรียนวิชาวรรณคดีไทยจากเพลงของ พร ภิรมย์

ทราบว่า ขุนพลเพลงแหลาผู้นี้ ปัจจุบันบวชเป็นพระภิกษุอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งตลอดบั้นปลายชีวิต



ยุครุ่งเรือง เฟื่องฟู

โทรทัศน์ เข้ามามีบทบาททางด้านสื่อสารมวลชนของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๐ นี่เอง ถึงแม้จะไม่กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างทุกวันนี้ แต่ก็นับได้ว่ามีอิทธิพลต่อการเกิดของศิลปะสาขาการแสดงทุกชนิดเป็นอย่างยิ่ง

แต่ตอนนั้น การได้พบเห็น สัมผัสศิลปินคนโปรดทั้งที่เป็นนักร้อง นักแสดง จะต้องอาศัยการปรากฏหน้าเวทีเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อโทรทัศน์เข้ามาถึงการปรากฏตัวต่อแฟน ๆ ที่นิยมยกย่องทางจอแก้ว ก็เป็นที่ปรารถนาของศิลปินทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

วงดนตรีต่างๆ ได้รับเชิญมาออกรายการโทรทัศน์ นักร้องทุกคนได้ปรากฏตัวต่อแฟนๆของตน นั่นย่อมแสดงให้รู้ได้อย่างชัดเจน ถึงความรุ่งเรืองอย่างสูงสุดของวงการเพลงประเภทนี้

และด้วยอิทธิพลของโทรทัศน์นี่เองที่ทำให้ เพลงที่พัฒนามาจากเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง ที่ร้องและฟังกันมาเป็นเวลาถึง ๒๖ ปี ได้ชื่อที่เหมาะสมและเข้ากับสาระของแบบอย่างอย่างเยี่ยมยอดโดยไม่มีผู้ใดขัดค้าน นั่นก็คือ เพลงลูกทุ่ง

คุณ อเนก และคุณเจนภพ เขียนเอาไว้พ้องกันว่า ผู้ตั้งชื่อเพลงประเภทนี้ได้อย่างเหมาะเจาะคือ อาจารย์จำนง รังสิกุล ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดรายการไทยทีวีช่อง ๔ ในเวลานั้น (พ.ศ. ๒๕๐๗)

คุณเจนภพ จบกระบวนวรรณ เขียนไว้ในหนังสือดวลเพลงกลางทุ่งว่า ?เพลงลูกทุ่ง เฟื่องฟูถึงขีดสุดในยุคสมัยของ ครูสุรพล สมบัติเจริญ (ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๑๑) และหลังจากครู สุรพล ถูกลอบยิงตายในขณะที่ชื่อเสียงกำลังเกรียงไกร หลังจากนั้นเพลงลูกทุ่งก็พุ่งขึ้นสู่ความนิยมชมชอบของผู้คนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชนบท หรือในเมือง?

สุรพล สมบัติเจริญ ได้รับฉายานามว่า ราชาเพลงลูกทุ่ง นั่นเพราะความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในด้านการแต่งคำร้องและทำนองซึ่งแปลกแหวกแนวไม่ซ้ำแบบใคร เพลงของนักร้องผู้นี้มีทั้งเพลงที่มีเนื้อหาด้านความรัก ความประทับใจ เนื้อหาเกี้ยวพาราสี และเนื้อหาสนุกสนานโปกฮา เป็นนักร้องคนแรกที่นำเอาคำพูดมาผสมกับเนื้อร้อง ในขณะที่กำลังร้องเพลง และคำพูดเหล่านั้นก็ล้วนแต่ทำให้เกิดอารมณ์สนุกสนานครึกครื้นเป็นอย่างดี

แม้ว่า ในด้านผลงานการร้องเพลงของครูสุรพลเองจะมิได้ กล่าวถึงเรื่องของท้องทุ่งท้องนาตลอดทุกเพลง ซ้ำบางเพลงยังแสดงภาพสังคมเมืองอย่างชัดเจน แต่เราก็ยังถือว่า เพลงทุกเพลงเหล่านั้น คือเพลงลูกทุ่งเช่นกัน

สุรพลสร้างนักร้องที่มีชื่อเสียงเอาไว้มากมาย และนักร้องเหล่านี้ก็คือทายาททางเสียงเพลง ที่สร้างโลกของเพลงลูกทุ่งไทยให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปในเวลาต่อมา

สำหรับเรื่องราวและชีวประวัติ ผลงานของนักร้องผู้ได้รับสมญานามว่า ราชาเพลงลูกทุ่งของไทยผู้นี้ หาอ่านได้จากหนังสือชุด ?บางข้อเขียนเกี่ยวกับ สุรพล สมบัติเจริญ? โดยเจนภพ จบกระบวนวรรณ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งเป็นผู้จัดพิมพ์

นักร้อง่ที่ถูกจับคู่กับสุรพล สมบัติเจริญ เพราะร้องเพลงตอบโต้กันมากที่สุดก็คือ ผ่องศรี วรนุช นอกจากน้ำเสียงที่นุ่ม หวานและสามารถเอื้อนเสียงได้อย่างยาวนานไม่มีใครเท่าแล้ว ผ่องศรียังเป็นนักร้องที่มีเสียงสูงอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ผ่องศรี รุ่งโรจน์มาก่อนที่จะเกิดคำว่าเพลงลูกทุ่ง เช่นเดียวกับ สุรพล และเมื่อถึงคราวที่เพลงลูกทุ่งรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด ผ่องศรีก็เป็นกำแพงอันแข็งแกร่งที่ค้ำยังอยู่เบื้องหลังนักร้องรุ่นน้องและลูกศิษย์ที่ทำหน้าที่บุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างไม่สั่นไหว

เพลงไหนว่าไม่ลืม เป็นเพลงหนึ่งที่ผ่องศรีร้องได้ติดหูติดใจคนฟังมาก

สำหรับนักร้องหญิงแล้ว ผู้เขียนขอยกย่องว่า ผ่องศรี วรนุช เป็นอีกผู้หนึ่งที่สูงสุด อย่างหาผู้เปรียบปานไม่ได้



นักร้องที่ยิ่งใหญ่ในยุคเชื่อมต่อ ก่อนที่จะมีการเรียกขานชื่อเป็นทางการว่าเพลงลูกทุ่ง ซึ่งครองใจคนฟังนับล้านได้อย่างเหนียวแน่นยังมีอีกหลายคน เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ , กาเหว่า เสียงทอง , สุชาติ เทียนทอง , เมืองมนต์ สมบัติเจริญ , เพลิน พรหมแดน และ ฯลฯ

นักร้องยุคนี้มีอิทธิพลต่อวงการเพลงลูกทุ่งค่อนข้างสูง นั่นคือสามารถครองหัวใจนักฟังเพลงเอาไว้ได้เกือบทั่วทั้งประเทศ และเกือบทุกคน

โดยเฉพาะไวพจน์ เพชรสุพรรณนั้น คุณเจนภพ จบกระบวนวรรณถึงกับเขียนเอาไว้ว่า ?เฉพาะไวพจน์แล้ว จะหาเพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว แหล่ ลิเก กระทั่งกลอนลำแบบพวกศิลปินหมอลำอีสานเลยก็หาได้ง่ายดายมาก?

ในทางส่วนตัวของผู้เขียน นอกเหนือไปจากการนำเอาทำนองเพลงพื้นบ้านแบบเก่าๆ มาร้องโดยสอดใส่เนื้อร้องให้เข้ากับยุคสมัยจนเป็นที่ถูกอกถูกใจคนทั่วไปแล้ว น้ำเสียงและลูกคอของไวพจน์ ยังเป็นของวิเศษอีกสิ่งหนึ่งที่ยากจะหาในนักร้องเพลงลูกทุ่งทั่วไป สำเนียงแหบ แตกพร่า แต่สามารถขึ้นสูงและมีกังวานอยู่ตลอดเวลานี่แหละ คือสำเนียงของเพลงลูกทุ่งขนานแท้ ความนิยมของคนฟังที่มีต่อไวพจน์อย่างล้นหลามและมากมายยืนยันให้เรามั่นใจได้ว่า ความเป็นเพลงลูกทุ่งอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และทำไมคุณสุเทพ วงศ์กำแหง หรือคุณธานินทร์ อินทรเทพจึงไม่ร้องเพลงลูกทุ่ง

กาเหว่า เสียงทองนั้น แม้จะมีคนวิจารณ์ว่ามีร่องเสียงเหมือนไวพจน์ เพชรสุพรรณแต่ก็มีความแตกต่างกันในด้านรายละเอียดของลีลาและการเอื้อน โดยเฉพาะลูกคอนั้น เห็นความแตกต่างชัดเจนมาก ลูกคอของกาเหว่านี่เองที่ทำให้คนติดกันทั้งเมือง

ขุนพลใหญ่ในวงการเพลงลูกทุ่งทุกคนไม่มีใครไม่ตื่นเต้นกับแว่ววิเศษของเขา ล้วนปรารถนาจะได้มาสวมใส่สักอัน มันคงสนุกและเพลิดเพลินหาใดปาน

สำหรับคนชื่อแดง อย่างน้องก็คงรู้สึกสงสารและเห็นใจเสียงอันเศร้าสร้อยของสุชาติ เทียนทอง ในยามที่เพลงซึ่งมีเนื้อร้องว่า ?....แดงเอย โธ่เอ๋ย น้องแดงของพี่...? ดังขึ้นมา



นักร้องที่มีอารมณ์ขันอย่างเหลือเฟือและสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ จนได้รับความนิยมสูงสุดเป็นระยะเวลาอันยาวนานอีกคนหนึ่งของวงการได้แก่ เพลิน พรหมแดน เพลงที่ไอ้หนุ่มบ้านทุ่งชื่นชอบเสียยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นยามแบกคันไถออกไปกลางนา หรือว่า หาบกล้าเกี่ยวข้าวเกี่ยวฟาง ก็คือเพลงที่ขึ้นต้นด้วยเสียงร้องที่ว่า ?เห่เฮ้...ฮาฮ้า..เสร็จจากงานนาเมื่อเวลาเย็นๆ เป่าขลุ่ยแล้วพาเจ้าทุยเดินเล่น ลมพัดเย็นๆ มาเดินเล่นตามคันนา?

เพลงชมทุ่ง เป็นเพลงเอกอีกเพลงหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศของเพลงลูกทุ่งไทย ที่แสดงภาพของท้องไร่ท้องนาอย่างสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความสุข ความภูมิใจ สำหรับเพลงอื่น ๆ ที่นำเอาคำพูดและมุขตลกต่างๆ มาประกอบก็นับว่าดีอยู่ แต่เมื่อมาเทียบกับเพลงนี้แล้ว คุณค่าทางสุนทรียภาพแตกต่างกันอย่างมากมาย

นักร้องเพลงลูกทุ่งที่เกิดในยุครุ่งเรือง เฟื่องฟู ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นต่อมาได้แก่ สังข์ทอง สีใส , พนม นพพร , ชินกร ไกรลาศ , สายัณห์ สัญญา , ศรชัย เมฆวิเชียร , ศรีคีรี ศรีประจวบ , ระพินทร์ ภูไท , รุ่งเพชร แหลมสิงห์ , พุ่มพวง ดวงจันทร์ , เรียม ดาราน้อย และ ฯลฯ

ขุนพลเพลงลูกทุ่งเหล่านี้มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอในแบบอย่างเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จากผู้ฟังอย่างงดงามด้วยกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น นิ้งหน่อง , ยอยศพระลอ , ลูกสาวผู้การ , น้ำท่วม , อีแมะ , ฝนเดือนหก , น้ำตาสาวเหนือ และ ฯลฯ

ความนิยมในซุ่มเสียงและแบบอย่างของเพลงลูกทุ่ง ครองใจผู้คนทั้งในเมืองและนอกเมืองอย่างยืนยงมาจนกระทั่ง มีการเกิดมาของเพลงอีกแบบอย่างหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าเพลงลูกกรุง ซึ่งทำให้นักฟังเพลงจำนวนไม่น้อยเริ่มหันเหความนิยมจากเพลงลูกทุ่งไปสู่เพลงแบบใหม่นี้

นอกจากนั้น การสูญเสียไปซึ่งบรมครูทางด้านงานประพันธ์เพลงจำนวนมาก ทำให้ขาดการสร้างสรรค์งานที่ถึงคุณค่าป้อนให้แก่นักร้องจำนวนมากมาย ทำให้นักร้องที่ขาดการสนับสนุนมีอันต้องหยุดงานด้านร้องเพลงไปด้วยความเสียดาย

ในที่สุดในช่วงท้ายของยุคเฟื่องฟูนี้ ก็เหลือนักร้อง เพลงลูกทุ่งอีกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้

ในยามที่รุ่งเรืองนั้น ไม่ว่าอะไรก็เพลงลูกทุ่ง งานประจำปีวัดก็ขึ้นลำโพงเปิดเพลงแหล่ของไวพจน์เสียงดังไปหลายคุ้งน้ำ ไม่ว่างานบุญงานบวช เสียงเพลงลูกทุ่งจะดังกระหึ่มไปทั่วบ้านทั่วบาง เท่านั้นยังไม่พอ หนุ่มๆ ที่มาช่วยงานกันยังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคว้าไมค์มาร้องเพลงที่ตัวรักชอบใส่เข้าไป นัยว่าเป็นเพื่อนแม่ครัวไปจนสว่าง

บรรยากาศอันอบอุ่นและสนุกสนานแบบนี้ค่อย ๆ ลดหายไป เมื่อเพลงลูกทุ่งไทยถูกเบียด้วยสิ่งอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง



ยุคฟุบและสูญสลาย

ความนิยมของคนฟังก็เริ่มบ่ายเบนไป การขาดผู้สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาป้อนแก่นักร้องเพลงลูกทุ่ง จนทำให้หลายคนต้องล้มวง เปลี่ยนอาชีพไปทำงานด้านอื่น รวมไปถึงการมีอันเป็นไปของนักร้องเสียงดี มีผลงานเด่นหลายคน ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงลูกทุ่งไทยเสื่อมถอยลงไปด้วยกันทั้งสิ้น

แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่า ธุรกิจแบบปลาใหญ่ฆ่าปลาเล็กที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนไทยอย่างสูงในทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจที่มองเห็นแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวทำให้มีคนจำนวนหนึ่งมุ่งกอบโกยโดยมิได้คำนึงถึงความล่มจมของผู้อื่น

สังคมและวัฒนธรรมแบบฉาบฉวย เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความคิด ทัศนคติและสุนทรียภาพในการฟังของคนไทยให้หยาบและง่ายขึ้น คลื่นการโฆษณาที่ถาโถมอย่างรุนแรงมีผลต่อการอยู่รอดของเพลงลูกทุ่งไทยที่กำลังง่อนแง่น อ่อนล้าอย่างยิ่งและในที่สุด ก็เหลือนักร้องเพลงลูกทุ่งไทยที่แท้จริงอยู่เพียงไม่กี่คน

สายัณห์ สัญญา , พุ่มพวง ดวงจันทร์ , สุนารี ราชสีมา และ ศิรินทรา นิยากร เท่านั้นที่ยังคงอยู่บนเส้นทางลูกทุ่งไทยอย่างมั่นคงตลอดมา แม้ว่า บนเส้นทางนี้จะเริ่มมองเห็นความเปราะบางอย่างชัดเจนขึ้นมาทุกที

เพลงลูกทุ่งไทย ที่มีอายุเพียง ๕๐ ปีเศษ กำลังจะสูญสลายหายไปด้วยเหตุนานาประการและโดยไม่อาจแก้ไขหรือเรียกร้องให้กลับคืนมาใหม่ได้ แม้ว่าจะมีผู้เห็นความสำคัญของเพลงลูกทุ่งไทยจำนวนหนึ่ง พยายามช่วยเหลือด้วยการหยิบเพลงลูกทุ่งของนักร้องเก่า ๆ ที่เคยโด่งดังและเป็นที่นิยมสูงสุดในอดีตมาร้องและบันทึกเทปใหม่ แต่เพลงเหล่านั้นก็ยังหาได้มีเลือดเนื้อ และวิญญาณของความเป็นลูกทุ่งไทยอย่างแท้จริงไม่

เพราะเพลงลูกทุ่ง มีความไพเราะในแบบของเพลงลูกทุ่ง ถ้าไม่ทำให้เป็นเพลงลูกทุ่งอย่างแท้จริงแล้วละก็ ไม่มีวันที่จะเป็นเพลงลูกทุ่งเป็นอันขาด

ผู้เขียนยังเชื่อว่า ยังมีคนดีมีฝีมือที่จะสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งแท้ ๆ ให้กลับมามีชีวิตและวิญญาณอีกครั้งหนึ่งได้ ขาดอยู่แต่ว่า ใครละจะเป็นผู้ยื่นมือมาให้ความอุปถัมภ์วัฒนธรรมของชาติแขนงนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ

ก่อนที่มันจะสูญหายไปจากโลกเหมือส่วนที่สูญหายไปแล้วอย่างนับไม่ถ้วน


ที่มา หนังสือ กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยภาค ๒
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

pajonec:
เพลงลูกทุ่ง
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลงลูกทุ่ง คือเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง

ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องของละครและเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปีหรือสองปี ลักษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเริ่มแรก มาจากการร้องรำทำเพลงของไทยดั้งเดิม อาทิ แหล่เทศน์ สวดคฤหัสถ์ จำอวด ลิเก (ทรงเครื่อง) ลิเกลูกหมด (ไม่แต่งเครื่อง) ลิเกบันตน ลำตัด เพลงขอทาน เพลงพื้นเมืองบางเพลง ฯลฯ โดยเพลงลูกทุ่งนำมาดัดแปลงแล้วใส่ดนตรีแบบสากล เป็นลักษณะเพลงแบบใหม่[1]

ส่วนคำว่า "เพลงลูกทุ่ง" อาจารย์จำนง รังสิกุล คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2507[2] เพลงลูกทุ่งมีความชัดเจนจากเพลงลูกกรุงโดยประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ ใช้ชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง"

สุรพล สมบัติเจริญ ได้ทำให้เพลงลูกทุ่งอยู่ในความนิยม ในช่วงปี พ.ศ. 2506 –2513 จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง ได้เกิดการแข่งขัน และยังมีนักร้องลูกทุ่งเกิดขึ้นใหม่หลายคน ต่อมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เพลงลูกทุ่งก็อยู่ในยุคเพลงเพื่อชีวิต เนื้อหาเพลงลูกทุ่ง ได้สอดแทรกเนื้อหาเพลงเพื่อชีวิต โดยในยุคนั้นมีเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น ระหว่าง พ.ศ. 2520–2528 วงดนตรีเพลงลูกทุ่งได้เข้าสู่ระบบทุนมากขึ้น มีการแสดงเพลงลูกทุ่งมีการประกวดประชันการเต้นและเครื่องแต่งกายของหางเครื่องประกอบ จนในปัจจุบัน มีศิลปินลูกทุ่งหน้าใหม่เข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งของค่ายเพลงหน้าใหม่ ตลาดเพลงลูกทุ่งเป็นตลาดใหญ่ เพลงลูกทุ่งได้รับความนิยมอีกครั้ง และมีการมอบรางวัลทางดนตรีลูกทุ่งอยู่หลายรางวัล

สำหรับธุรกิจเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันถือเป็นตลาดใหญ่ มีทั้งค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยสัดส่วนของเงินในตลาดเพลงลูกทุ่งครอง คาดการณ์น่าจะอยู่ที่ ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ภาคอีสาน 50% ภาคเหนือและภาคกลาง 35% และภาคใต้ 15% และสัดส่วนการแบ่งตลาด มีแกรมมี่ โกลด์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเพลงลูกทุ่งทั่วประเทศ 65% ส่วนอาร์สยาม 19% และอื่นๆ 16% ซึ่งธุรกิจเพลงลูกทุ่งได้ขยายไปสู่ธุรกิจใกล้เคียงอย่างสื่อวิทยุ โทรทัศน์และภาพยนตร์

pajonec:
ประวัติ

บริบท
ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องของละครและเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปีหรือสองปี ลักษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเริ่มแรก มาจากการร้องรำทำเพลงของไทยดั้งเดิม อาทิ แหล่เทศน์ สวดคฤหัสถ์ จำอวด ลิเก (ทรงเครื่อง) ลิเกลูกหมด (ไม่แต่งเครื่อง) ลิเกบันตน ลำตัด เพลงขอทาน เพลงพื้นเมืองบางเพลง ฯลฯ โดยเพลงลูกทุ่งนำมาดัดแปลงแล้วใส่ดนตรีแบบสากล เป็นลักษณะเพลงแบบใหม่

วิวัฒนาการเพลงลูกทุ่งกล่าวได้ว่ามาจาก เพลงที่มีเนื้อร้องแบบกลอนแปด จะร้องสลับกับการเอื้อนทำนอง แต่ละเพลงจะมีความต่อเนื่องเป็นเพลงเถา ตับ ชั้น เช่น 2 ชั้น 3 ชั้น ฯ และมีความยาวพอสมควร เพลงมักจะเริ่มจากช้าไปหาเร็ว ต่อมาเพลงได้ถูกพัฒนา เป็นเพลงประกอบรำจนถึงเข้าเรื่องละคร และเนื่องจากมีความยาวเกินไปจึงพัฒนาให้กระชับลง โดยใส่คำร้องในทำนองเอื้อน เรียกว่า เนื้อเต็ม นาฏกรรมจากวรรณคดี เช่น โขน ละครร้องของเจ้านายในราชสำนัก ได้รับความนิยมในหมู่เจ้านายวังหน้า วังหลัง หรือนอกวัง การแสดงแบบคลาสสิค ก็ถูกปรับให้เข้ากับชาวบ้านจากโขน ละคร มาเป็นหนังสด ลิเก

ลิเกได้ถูกประยุกต์พัฒนา ให้เชื่อมโยงศิลปะการแสดงพื้นบ้านท้องถิ่นต่าง ๆ มาผสมผสานกัน ลิเกนั้นมักใช้ภาษาพูดจากหนังสือราชการ ใช้ราชาศัพท์จากเวียงวังในการแสดง ลิเกถือว่าเป็น “รากร่วมของศิลปวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งไทยอย่างแท้จริง” โดยก่อนหน้าที่จะถูกยอมรับว่าเป็น “เพลงลูกทุ่ง” นั้น เพลงจากไทยเดิม จากละครวรรณคดี ในยุคที่ขาดแคลนภาพยนตร์ ละครเวทีจึงได้รับความนิยมแทน ลักษณะละครเวทีสมัยใหม่ จะมีการร้องเพลงสลับฉาก วงที่เกิดและดังอยู่ตัวมาก่อนก็คือ “สุนทราภรณ์” อันเป็นวงดนตรีราชการของกรมโฆษณาการ ที่มีครูเอื้อ ครูแก้ว สร้างเพลง และเพลงในยุคนั้น ราชการให้เรียกเพลงไทย(เดิม)และเพลงไทยสากล

ส่วนคำว่า "เพลงลูกทุ่ง" อาจารย์จำนง รังสิกุล คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เพลงลูกทุ่งมีความชัดเจนจากเพลงลูกกรุงโดยประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ ใช้ชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง"

การจัดประกวดเพลงแผ่นดินทองคำครั้งแรกโดย “ป. วรานนท์” กับทีมวิทยุกองพล 1 โดยโกชัย เสมา ชำนาญ ฯลฯ ร่วมจัด จึงได้มีรางวัลเพลง “แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ปี พ.ศ. 2507 ในครั้งเริ่มต้นมีแต่ประเภทลูกกรุง สุเทพ สวลี ได้รับรางวัลไปครองครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2509 ได้มีการเพิ่มหมวดหมู่ลูกทุ่งขึ้น โดย “สมยศ ทัศนพันธ์” เป็นคนแรกชนะด้วยเพลง “ช่อทิพย์รวมทอง”

ถ้าจะนับปีกำเนิดของเพลงแรกที่ควรถือเป็นต้นกำเนิด “แนวลูกทุ่ง” ก็น่าจะถือเอาเพลง “ขวัญของเรียม” แต่มีบางหลักฐานบันทึกไว้ว่าเพลงแรก คือเพลง "โอ้เจ้าสาวชาวไร่" ผลงานประพันธ์ทำนองและคำร้องของ ครูเหม เวชกร เมื่อ พ.ศ. 2481 ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์ เป็นเพลงประกอบละครวิทยุเรื่องสาวชาวไร่[2] ส่วนนักร้องลูกทุ่งคนแรก สมควรยกให้ “คำรณ สัมบุณณานนท์”[4]


เพลงลูกทุ่งยุคแรก
 
สุรพล สมบัติเจริญ นักร้องเพลงลูกทุ่งยุคแรกในยุคแรก ๆ เพลงลูกทุ่งและลูกกรุงยังถือว่าเป็นเพลงกลุ่มเดียวกัน ยังไม่มีการแยกประเภทออกจากกัน มีนักร้องเพลงไทยสากลได้ร้องเพลงประเภทที่มีสาระบรรยายถึงชีวิตชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนา และความยากจน โดยรู้จักกันในชื่อ "เพลงตลาด" หรือ "เพลงชีวิต" โดยส่วนใหญ่นักร้องเพลงตลาดหลายท่านจะประพันธ์เพลงเองด้วย อาทิ ไพบูลย์ บุตรขัน ชะลอ ไตรตรองสอน พยงค์ มุกดา มงคล อมาตยกุล เบ็ญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) สุรพล สมบัติเจริญ ฯลฯ เป็นต้น ส่วนวงดนตรีที่เด่น ๆ ของเพลงแนวนี้ได้แก่ วงดนตรี “จุฬารัตน์” ของมงคล อมาตยกุล วงดนตรี “พยงค์ มุกดา” และ วงดนตรี “สุรพล สมบัติเจริญ” นับได้ว่าวงดนตรีทั้งสามนี้เป็นแหล่งก่อกำเนิดแยกตัวเป็นวงดนตรีเพลงลูกทุ่งจำนวนมากในเวลาต่อมา

ในระยะแรกที่ยังไม่เรียกกันว่า “นักร้องลูกทุ่ง” นักร้องชายที่มีชื่อเสียง เช่น คำรณ สัมบุณณานนท์ ชาญ เย็นแข นิยม มารยาท ก้าน แก้วสุพรรณ ชัยชนะ บุญนะโชติ ทูล ทองใจ ฯลฯ ส่วนนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงเด่น ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช ศรีสอางค์ ตรีเนตร

เมื่อปลายปี พ.ศ. 2507 เพลงลูกทุ่งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นนับตั้งแต่ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ นักจัดรายการเพลงทางสถานีไทยโทรทัศน์ได้ตั้งชื่อรายการว่า “เพลงลูกทุ่ง” และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 มีการจัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทานในครั้งที่สอง ได้มีการพิจารณาการมอบรางวัลเพลงลูกทุ่งเพิ่ม โดยได้กำหนดความหมายของเพลงประกวดประเภท ค. (ลูกทุ่งหรือพื้นเมือง) ไว้ว่า คือ "เพลงที่มีลีลาการบรรเลงตลอดจนเนื้อร้อง ทำนองเพลงและการขับร้องไปในแนวเพลงพื้น จะเป็นทำนองเพลงผสมหรือดัดแปลงมาจากทำนองเพลงไทยภาคต่าง ๆ ซึ่งเรียกเพลงประเภทนี้ว่า “ลูกทุ่ง”  ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการมอบรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานในฐานะนักร้องลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม โดย สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลจากเพลง “ช่อทิพย์รวงทอง”


ยุคทองของเพลงลูกทุ่ง
สุรพล สมบัติเจริญ ได้ทำให้เพลงลูกทุ่งอยู่ในความนิยม ด้วยเอกลักษณ์ ลีลา และ รูปแบบเฉพาะตัว อีกทั้งยังแต่งเพลงร้องเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มชีวิตการร้องเพลงจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ สุรพลชอบใช้เพลงจังหวะรำวงในเพลงที่เขาแต่ง ผลงานเพลงของเขามีลีลาสนุกสนานครึกครื้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เพลงเสียวไส้ เพลงของปลอม ฯลฯ

ยุคของสุรพล สมบัติเจริญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งพัฒนามาถึงจุดสุดยอด เป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2506 –2513 ในช่วงนี้ สุรพล สมบัติเจริญ ได้ออกผลงานเพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมากมาย นักแต่งเพลงรุ่นนี้สืบทอดการแต่งเพลงมาจากครูเพลงในยุคต้น ตัวอย่างเช่นพีระ ตรีบุปผา เป็นศิษย์ของสมยศ ทัศนพันธ์ ส่วนศิษย์ของวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้แก่ พร ภิรมย์ สุชาติ เทียนทอง และชาย เมืองสิงห์ นักแต่งเพลงที่สำคัญท่านอื่น ๆ อาทิ เพลิน พรหมแดน จิ๋ว พิจิตร สำเนียง ม่วงทอง ฉลอง การะเกด ชาญชัย บัวบังศรี สมเสียร พานทอง ฯลฯ

เจนภพ จบกระบวนวรรณ กล่าวไว้ในหนังสือ ดวลเพลงลูกทุ่ง ว่า “เพลงลูกทุ่งเฟื่องฟูสุดขีดในยุคสมัยของครูสุรพล สมบัติเจริญ (ประมาณปี 2504-2511) และหลังจากครูสุรพลถูกลอบยิงตายในขณะที่ชื่อเสียงกำลังเกรียงไกร หลังจากนั้นเพลงลูกทุ่งก็พุ่งขึ้นสู่ความนิยมชมชอบของผู้คนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในเมือง”

และยังมีนักร้องลูกทุ่งเกิดขึ้นใหม่หลายคน นักร้องเด่นของยุคนี้ได้แก่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เพลิน พรหมแดน พร ภิรมย์ ชาย เมืองสิงห์ ศรคีรี ศรีประจวบ ก้าน แก้วสุพรรณ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ผ่องศรี วรนุช สุชาติ เทียนทอง ฯลฯ


ยุคแห่งการแข่งขัน
 
ภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง นำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชาและเพชรา เชาวราษฎร์ กำกับโดยรังสี ทัศนพยัคฆ์ในช่วงปี พ.ศ. 2513–2515 ในวงการเพลงลูกทุ่งเองก็มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทั้งยังเกิดการแข่งขันระหว่างเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งสูง นักแต่งเพลงพยายามสร้างเอกลักษณ์ประจำตัวของนักร้องแต่ละคน มีนักร้องเพลงลูกทุ่งบางคนได้สู่บทบาทการแสดงภาพยนตร์ บางคนถึงแสดงเป็นตัวเอกโดยเฉพาะในภาพยนตร์เพลง ภาพยนตร์บางเรื่องนำเพลงลูกทุ่งมาประกอบเป็นเพลงเอก อย่างเช่นเรื่องมนต์รักลูกทุ่ง ประสบความสำเร็จ ทำรายได้เป็นอย่างดี นำแสดงโดยพระเอกขวัญใจในยุคนั้นคือ มิตร ชัยบัญชา เพลงเอกชื่อเดียวกับภาพยนตร์ประพันธ์โดย ไพบูลย์ บุตรขัน ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักร้องเพลงลูกทุ่งร่วมแสดงด้วย ได้แก่ บุปผา สายชล โดยขับร้องเพลงดังในภาพยนตร์ชื่อ ยมพบาลเจ้าขา

เมื่อภาพยนตร์เรื่องมนต์รักลูกทุ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้มีการสร้างภาพยนตร์โดยมีการแสดงเพลงลูกทุ่งประกอบอีกหลายเรื่องในลักษณะเดียวกัน อาจเรียกได้ว่าเป็น "ยุคของภาพยนตร์เพลงลูกทุ่ง" นักร้องที่เกิดจากภาพยนตร์แนวนี้และโด่งดังในวงการเพลงลูกทุ่งต่อมา ได้แก่ สังข์ทอง สีใส โดยเป็นผู้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง โทน และแสดงคู่กับพระเอกไชยา สุริยัน นักร้องคนอื่น เช่น ระพิน ภูไท เสกศักดิ์ ภู่กันทอง ศรคีรี ศรีประจวบ สมัย อ่อนวงศ์ พนม นพพร ยุพิน แพรทอง ชาตรี ศรีชล กาเหว่า เสียงทอง กังวานไพร ลูกเพชร ฯลฯ และยังสร้างนักแต่งเพลงให้ประสบความสำเร็จในช่วงนี้ อาทิ กานท์ การุณวงศ์ ฉลอง ภู่สว่าง ช. คำชะอี พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา สุรินทร์ ภาคศิริ ฯลฯ

วงการดนตรีลูกทุ่งมีการประชันขันแข่งสูงมาก ซอยบุปผาสวรรค์เริ่มกลายมาเป็นชุมชนคนลูกทุ่งในช่วงนี้เองหลังจาก เพลิน พรหมแดน ย้ายเข้ามาอยู่เป็นคนแรกเมื่อปี 2512[10]


เพลงลูกทุ่งยุคเพลงเพื่อชีวิตและการเมือง
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ในวงการเพลงเกิดวงดนตรีแนวที่เรียกว่า “เพลงเพื่อชีวิต” ส่วนเพลงลูกทุ่งก็อยู่ในยุคเพลงเพื่อชีวิตเช่นกัน เนื้อหาเพลงลูกทุ่ง ได้สอดแทรกเนื้อหาเพลงเพื่อชีวิต โดยในยุคนั้นมีเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตเป็นจำนวนมาก นักร้องเพลงลูกทุ่งมักกล่าวถึงชีวิตชนบทและความยากจนค่นแค้นอยู่แล้ว เนื้อหาจะเน้นปัญหาชาวไร่ชาวนาและกรรมกรให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น เพลงลูกทุ่งในยุคนั้นเช่น เพลงข้าวไม่มีขาย หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เสียนาเสียนาง เราคนจน โอ้ชาวนา ฯลฯ

ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2516–2519 ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเพลงลูกทุ่ง คือ การร้องเพลงล้อเลียนการเมือง เพลงเหล่านี้มักเป็นการร้องเพลงลูกทุ่งผสมบทพูด แฝงแง่คิดหรือการวิพากษ์วิจารณ์ไว้อย่างคมคาย และสร้างความบันเทิงขำขันให้แก่ผู้ฟัง ผู้ที่แต่งเพลงแนวนี้ไว้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ สงเคราะห์ สมัตถภาพงษ์ ซึ่งส่วนใหญ่ขับร้องโดย เพลิน พรหมแดน ตัวอย่างเช่น เพลงกำนันผันเงิน พรรกระสอบหาเสียง ฯลฯ นักแต่งเพลงท่านอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จสูงในยุคนี้ได้แก่ ชลธี ธารทอง ธงชัย เล็กกำพล โผผิน พรสุพรรณ สดใส ร่มโพธิ์ทอง กู้เกียรติ นครสวรรค์

นักแต่งเพลงส่วนใหญ่จะแต่งเพลงส่วนใหญ่ให้กับนักร้องเป็นรายบุคคลไป ส่วนนักร้องมักมีวงดนตรีของตนเอง ตลอดจนผลิตแผ่นเสียงหรือบันทึกเทปจำหน่ายเอง นักร้องที่มีชื่อเสียงในช่วงนี้ได้แก่ สายัณห์ สัญญา ศรเพชร ศรสุพรรณ สัญญา พรนารายณ์ บานเย็น รากแก่น น้ำอ้อย พรวิเชียร ฯลฯ เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เพลงลูกทุ่งแนวเพื่อชีวิตก็ซาลง บทเพลงมีเนื้อหากลับมาบรรยายเรื่องของความรัก ความเศร้า และความงามของสาวชาวไร่ชาวนาเช่นเดิม เช่น เพลงรักสาวชาวไร่ น้ำตาชายเหนือ สิ้นทางรัก ฯลฯ และยิ่งเมื่อเศรษฐกิจพัฒนารุดหน้ามากขึ้น ก่อให้เกิดการย้ายถิ่นฐานประกอบอาชีพของชาวชนบทเข้าสู่เมืองหลวง บทเพลงลูกทุ่งสะท้อนชีวิตและปัญหาของบุคคลเหล่านี้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นสาวใช้ สาวบาร์ หมอนวด กรรมกร ลูกจ้าง ตลอดจนไปขายแรงงานในกลุ่มประเทศอาหรับ เช่น เพลงฉันทนาที่รัก พาร์ทเนอร์เบอร์ห้า สาวโรงทอรอรัก หนุ่มกระเป๋า ไอ้หนุ่มรถตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ


ปรากฏการณ์ใหม่ในวิวัฒนาการของเพลงลูกทุ่ง
 
พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่งในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2520–2528 วงการเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงได้กำเนิด นักร้องเป็นจำนวนมาก วงดนตรีเพลงลูกทุ่งได้เข้าสู่ระบบทุนมากขึ้น มีการแสดงเพลงลูกทุ่งมีการประกวดประชันการเต้นและเครื่องแต่งกายของหางเครื่องประกอบด้วย นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งในช่วงเวลานี้ เช่น ชลธี ธารทอง ฉลอง ภู่สว่าง คัมภีร์ แสงทองวิเชียร คำเจริญ ชัยพร เมืองสุพรรณ สุชาติ เทียนทอง ชวนชัย ฉิมพะวงศ์ ดอย อินทนนท์ ดาว บ้านดอน ฯลฯ

นักร้องชายที่อยู่ในความนิยม เช่น สายัณห์ สัญญา เกรียงไกร กรุงสยาม สุรชัย สมบัติเจริญ ยอดรัก สลักใจ ศรชัย เมฆวิเชียร ศรเพชร ศรสุพรรณ พร ไพรสณฑ์ ฯลฯ

นักร้องเพลงลูกทุ่งหญิงที่ได้รับการขนานนามว่าราชินีลูกทุ่งในยุคนี้คือ พุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้องหญิงที่ได้รับความนิยมนอกจากพุ่มพวงได้แก่ นันทิดา แก้วบัวสาย ดาวใต้ เมืองตรัง หงษ์ทอง ดาวอุดร สดศรี พรหมเสกสรร อ้อยทิพย์ ปัญญาธรณ์ ฯลฯ

ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา เกิดแฟชั่นการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องแนวสตริง ซึ่งเป็นผลให้มีการแสดงคอนเสิร์ตขึ้นในวงการเพลงลูกทุ่งด้วย พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตได้รับความนิยมอย่างสูง จัดขึ้นประมาณกลางปี พ.ศ. 2529 ที่เซ็นทรัลพลาซ่า ในขณะที่เพลง กระแซะ ของเธอมีความโด่งดังอย่างมาก

ในช่วงปี 2531-2535 เป็นช่วงที่ซบเซาสำหรับวงการเพลงลูกทุ่ง เพราะช่วงนี้เพลงสตริงสมัยใหม่ และวัฒนธรรมทางดนตรีจากต่างชาติ เข้าหลั่งไหลทะลักมา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ๆ สำหรับวงการเพลงสตริง แต่เพลงลูกทุ่ง กลับไม่ค่อยมีอะไรใหม่ ๆ จนกระทั่ง มีบทเพลง ๆ หนึ่ง ที่ทำให้ลูกทุ่งฟื้นคืนชีพใหม่ และสง่างามมาได้คือ "สมศรี 1992" ของ "ยิ่งยง ยอดบัวงาม" เลยเกิดกระแสเพลงลูกทุ่งลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง ในปี 2535 และช่วงเวลาเดียวกัน ก็เกิดเพลงผสมผสาน ลูกทุ่ง+สตริง มาในสมัยนี้ แต่เรียกเพลงสไตล์นี้ว่า "เพลงร่วมสมัย" เพราะยังติดคำร้องลูกทุ่ง แต่ทำนอง และดนตรี จะออกเหมือนเพลงจีน ๆ คำร้อง สไตล์เมียน้อย เมียเก็บ เช่นเพลง "ทางใหม่" ของ "นิตยา บุญสูงเนิน" แต่ดูโดยรวมลักษณะ ก็ไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง และไม่ใช่เพลงสตริงวัยรุ่น และปี 2538-2542 เพลงลูกทุ่ง เริ่มมีการผสมผสานหลากหลายมากขึ้น จนสไตล์ แท้ ๆ แบบลูกทุ่งชาวบ้าน แทบเลือนหายไป


pajonec:
เพลงลูกทุ่งในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2541 มีศิลปินลูกทุ่งหน้าใหม่เข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งของค่ายเพลงหน้าใหม่ ตลาดเพลงลูกทุ่งเป็นตลาดใหญ่ เพลงลูกทุ่งได้รับความนิยมอีกครั้ง เนื่องมาจาก ได้มีการทำละครมนต์รักลูกทุ่งของอาร์เอส และฮิตติดตลาด ต่อมากับการกลับเข้ามาแจ้งเกิดของ ก๊อด จักรพรรณ์ อาบครบุรี กับอัลบั้มเพลงที่นำเพลงเก่ามาทำใหม่ เพลงลูกทุ่งชุดสองที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักฟังเพลงรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ และการเกิดขึ้นของเพลงลูกทุ่งในคลื่นเอฟเอ็ม นำทีมบริหารโดย วิทยา ศุภพรโอภาส นอกจากนี้ยังมีศิลปินแนวสตริงและแนวเพื่อชีวิตหลายคนที่หันมาทำเพลงลูกทุ่งทดแทนการอิ่มตัวที่จะสามารถอยู่ในวงการอย่าง ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ต้อม เรนโบว์ เทียรี่ เมฆวัฒนา เป็นต้น

ในยุคก่อนเพลงลูกทุ่งจะเปิดเฉพาะในคลื่นเอเอ็มเท่านั้น ในปัจจุบันทีวีก็เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เกมโชว์เอานักร้องเพลงลูกทุ่งไปเล่น ภาพยนตร์ ละครเอาลูกทุ่งไปเล่น และกลายเป็นธุรกิจกลุ่มใหญ่ขึ้น

ครูเพลงบางคนถึงกับกล่าวว่า เพลงลูกทุ่งในสมัยนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะขาดเอกลักษณ์ของการขึ้นต้น เรื่องราวตรงกลาง และตอนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดสัมผัสนอก-ใน ตลอดจนการเปรียบเทียบ ส่วนเนื้อหาของเพลงไปทางล้ำเส้นศีลธรรม เพลงในทำนองนี้อย่างเช่นเพลง "เด็กมันยั่ว" ของยอดรัก "อกหักซ้ำเฒ่า" ของ ไกรสร เรืองศรี "เรียกพี่ได้ไหม" ของ เสรีย์ รุ่งสว่าง


องค์ประกอบของเพลงลูกทุ่ง

ทำนองและจังหวะ
 
ในภาคอีสานนิยมใช้ทำนองเพลงของหมอลำมีเพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้ดัดแปลงจากเพลงไทยเดิม ยังคงทำนองเดิมแต่ตัดการเอื้อนแบบเพลงไทยเดิมออกและใส่คำร้องลงไปแทนที่ ส่วนทำนองก็มาจากเพลงพื้นบ้าน พื้นเมืองของทุก ๆ ภาค อย่างภาคกลางใช้ทำนองเพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงลำตัด เพลงกลองยาว เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว ฯลฯ ภาคอีสานจะใช้ทำนองเพลงลำหรือหมอลำและเซิ้ง ทำนองลำที่นิยมในเพลงลูกทุ่ง ได้แก่ ลำเต้ย ลำเพลิน ลำสารวัน ส่วนทำนองเพลงเซิ้งนิยมเป็นเซิ้งบ้องไฟ

เพลงลูกทุ่งมักมีการนำทำนองจากการขับร้องลิเกและทำนองเพลงแหล่มาใช้ การใช้ทำนองเพลงลิเกซึ่งเป็นมหรสพพื้นบ้านโบราณของไทยมักไม่ใช้ทำนองเพลงลิเกโดด ๆ แต่จะนำมาผสมผสานกับทำนองเพลงสากลด้วย ส่วนทำนองเพลงแหล่ ที่เป็นการแสดงธรรมเทศนา เพลงลูกทุ่งนำมาใช้ในสองลักษณะ คือ ใช้ทำนองเพลงแหล่ตลอดทั้งเพลง และใช้ทำนองแหล่ผสมกับทำนองลิเกหรือกับทำนองเพลงสากล สำหรับนักร้องเพลงลูกทุ่งที่ร้องเพลงทำนองแหล่ที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ พร ภิรมย์ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ และชินกร ไกรลาศ และหลังจากที่พร ภิรมย์ เข้าสู่สมณเพศแล้วก็คงเหลือแต่ไวพจน์และชินกรเท่านั้นที่มีชื่อเสียงในการร้องเพลงทำนองแหล่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองท่านมีชื่อเสียงด้านทำขวัญนาคอีกด้วย

การโห่ เป็นลักษณะอีกประการหนึ่งที่พบได้บ่อยครั้ง มีสองลักษณะคือ การโห่แบบไทยและการโห่แบบตะวันตก การโห่แบบไทยปรากฏในเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงการบวชนาค การแห่ขันหมาก คือเป็นการโห่ประกอบขบวน จะร้องว่า “โห่……. (ฮิ้ว) ” และอาจพบในเพลงที่เอ่ยถึงการแห่วงดนตรีด้วย เช่น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้องโห่ในเพลง "ยกพลรุ่งเพชร"

“โห่โดรีโฮ” การโห่แบบนี้ในเพลงลูกทุ่งแสดงถึงอิทธิพลจากเพลงลูกทุ่งตะวันตก คือมีลักษณะการโห่ การผิวปาก และการกู่ตะโกน แบบหนุ่มโคบาลหรือคาวบอยในทุ่งหญ้า เพลงลูกทุ่งไทยที่ใช้การโห่แบบตะวันตกนี้ มักพรรณนาชื่นชมบรรยากาศความงามและความสงบของธรรมชาติท้องทุ่งเช่นเดียวกัน สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน

ยังมีผู้แต่งเพลงลูกทุ่งบางท่านนำเอาทำนองเพลงต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนประกอบในเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำนองเพลงของชาติในเอเซียที่เกี่ยวข้องหรือคุ้นเคยกับคนไทย เช่น จีน อินเดีย ลาว ญี่ปุ่น เกาหลี


คำร้อง
ในแง่การใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ในเพลงลูกทุ่งมีสองรูปแบบคือภาษามาตรฐานและภาษาชาวบ้าน ภาษามาตรฐานมักจะใช้กับเพลงลูกทุ่งที่กล่าวถึงเรื่องราวนิทานชาดก นิทานเกี่ยวกับพุทธประวัติ ตลอดจนวรรณคดีลายลักษณ์ของไทย เช่น อิเหนา รามเกียรติ์ กากี พระลอ ฯลฯ ที่มีลักษณะคำร้อยกรอง มีความงดงามของภาษา นอกจากนี้เพลงลูกทุ่งที่ใช้ภาษาใช้ภาษาหนังสือตามแบบแผน จะพรรณาชมธรรมชาติ ชีวิตอันสุขสงบในชนบท ความรักของหนุ่มสาว ความงามของสาว

เพลงลูกทุ่งโดยส่วนมากจะใช้ภาษาชาวบ้าน ภาษาที่ใช้ในเพลงลูกทุ่งจึงเป็นภาษาพื้น ๆ แบบชาวบ้านทั่วไป ง่ายต่อการเข้าใจ สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของชาวชนบท เนื่องจากผู้ที่ฟังเพลงลูกทุ่งมักเป็นชาวบ้านและชาวชนบท กอปรทั้งผู้แต่งเพลงลูกทุ่งส่วนใหญ่มักมีพื้นเพมาจากชนบท มีการศึกษาน้อย

การร้องเพลงลูกทุ่งบางเพลงยังใช้คำร้องและศัพท์สำนวนที่เป็นของท้องถิ่น เช่น สำเนียงสุพรรณบุรี และสำเนียงถิ่นภาคต่าง ๆ อย่าง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสานอีกด้วย การขับร้องด้วยสำเนียงถิ่นต่าง ๆ นี้เป็นลักษณะเฉพาะของเพลงลูกทุ่ง เมื่อเทียบกับเพลงลูกกรุง กล่าวคือนักร้องเพลงลูกกรุงจะออกเสียงให้ตรงตามวรรณยุกต์ของภาษามาตรฐาน ส่วนนักร้องเพลงลูกทุ่งมักออกเสียงเพี้ยนไปจากเสียงวรรณยุกต์ของภาษามาตรฐาน และนักร้องบางคนยังมีสำเนียงที่ติดมากับตัว มีทั้งเจตนาที่จะเพี้ยนเสียงเพื่อสร้างความรู้สึกให้เป็นชนบทถิ่นนั้น ๆ ตามที่ต้องการ นักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีการร้องแบบเพี้ยนสำเนียง เช่น ชาย เมืองสิงห์ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ศรคีรี ศรีประจวบ ศรเพชร ศรสุพรรณ สายัณห์ สัญญา จีระพันธ์ วีระพงษ์ ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนสาระของคำร้องในเพลงลูกทุ่งนั้นมีคุณค่าเกี่ยวกับสังคมไทยและวิถีชีวิตของชาวชนบทไทยอย่างกว้างขวาง เพลงลูกทุ่งสะท้อนให้เห็นความผูกพันอันแนบแน่นของชาวชนบทกับขนบธรรมเนียมประเพณี ความยึดมั่นในพุทธศาสนา และความเชื่อเรื่องบุญกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีรวมที่เพลงลูกทุ่งกล่าวถึง ได้แก่ สงกรานต์ เข้าพรรษา การอุปสมบท ออกพรรษา การทอดกฐิน การทอดผ้าป่า ลอยกระทง การหมั้น การแต่งงาน ตลอดจนงานศพ ส่วนขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่ง ได้แก่ การถวายขวัญข้าว การเล่นเพลงพื้นบ้าน การเล่นกลองยาว งานบุญพระเวศ บุญบั้งไฟ งานชักพร

นอกจากสะท้อนถึงสังคมไทยและวิถีชีวิตยังมีเนื้อหาบรรยายถึงสภาพแวดล้อมธรรมชาติของชนบทไทย การประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ท้องทุ่ง ไร่นา แม่น้ำ ต้นไม้ สัตว์ต่าง ๆ ตลอดจนสายลม แสงแดด แสงจันทร์ ดวงดาว ฯลฯ ประชากรที่กล่าวถึงในเพลงมักเป็นชาวชนบทหรือไม่ก็คนยาก คนจน บรรยายถึงความรัก การประกอบอาชีพ ลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัย การแต่งกาย การบริโภคอาหาร สิ่งบันเทิง และในบางครั้งเพลงลูกทุ่งสะท้อนถึงระบบความเชื่อและระบบค่านิยมของประชากรเหล่านี้ อาทิ ความเชื่อในไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ ค่านิยมเกี่ยวกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ค่านิยมเชิงวัตถุในเรื่องความร่ำรวยและทรัพย์สมบัติ ค่านิยมในฐานันดรภาพและอำนาจ ค่านิยมในชีวิตเมืองกรุง ค่านิยมเรื่องอบายมุขและสตรี และในเนื้อหาเพลงลูกทุ่งบางส่วนภาพพจน์ของสตรี จะถูกประณามเมื่อเสียพรหมจรรย์หรือถูกหลอกลวง แต่กับผู้ชายแล้วเห็นว่าการมีอนุภรรยาเป็นเรื่องโก้เก๋

เพลงลูกทุ่งบางเพลงยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นปัญหาในแง่มุมต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากความยากจนและสภาวะธรรมชาติ เช่น สภาพนาแล้ง นาล่ม ภาวะหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การเอารัดเอาเปรียบของนายทุนเงินกู้และพ่อค้าคนกลาง ฯลฯ สาระต่าง ๆ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการกระจายรายได้ซึ่งยังคงเป็นปัญหาหลักของสังคมไทย[17]


เครื่องดนตรี
ในช่วงแรกของเพลงลูกทุ่ง จะมีลักษณะเป็นเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นเมืองอยู่มาก ขุนวิจิตรมาตรา กล่าวว่า "วงดนตรีเพลงลูกทุ่งในช่วงนั้นตั้งเป็นวงดนตรีแบบสากล แต่คงปรากฏการใช้เครื่องดนตรีที่บรรเลงเพลงไทยเดิม และเพลงพื้นเมือง ประกอบในบางเพลงอยู่"

มีการใช้เครื่องดนตรีไทยประกอบเพลงลูกทุ่งบรรเลงรับเมื่อร้องจบแต่ละท่อนเป็นช่วงสั้น ๆ เครื่องดนตรีที่ใช้ได้แก่ ระนาด ฉิ่ง โพน กลอง ฯลฯ เป็นต้น เช่น ในเพลงหอมหน่อย ฉิมพลี ดาวลูกไก่ ฯลฯ

ยังมีการนำเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคต่าง ๆ มาบรรเลงประกอบกับเครื่องดนตรีสากล ในเพลงลูกทุ่ง เช่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคอีสานที่นำมาใช้ได้แก่ แคน โปงลาง ของภาคเหนือ ได้แก่ ซึง ซอ พิณ ของภาคใต้ ได้แก่ กลอง โหม่ง ส่วนของภาคกลางมีกลองยาว ระนาด ฉิ่ง กรับ โทน เป็นต้น เพลงลูกทุ่งที่ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองมาประกอบ เช่น เพลงลำเลาะทุ่ง เพลงเสียงซอสั่งสาว เพลงต้อนไว้ ๆ เป็นต้น

และยังมีการใช้เครื่องดนตรีสากลหรือเครื่องดนตรีตะวันตก ประกอบด้วยเครื่องเป่า เครื่องสาย และเครื่องประกอบจังหวะ รวมแล้วประมาณ 12–18 ชิ้น วงดนตรีของสุรพล สมบัติเจริญ และของสุรฃัย สมบัติเจริญ มีจุดเด่นที่ใช้แอคคอร์เดียนหรือหีบเพลง อย่างไรก็ตามวงดนตรีเพลงลูกทุ่งอื่น ๆ ก็มีการใช้เครื่องดนตรีสากลบ้าง


หางเครื่อง
 
เพลงลูกทุ่งที่มีการประกวดประชันการเต้นและเครื่องแต่งกายของหางเครื่องประกอบที่มาของคำว่าหางเครื่อง คาดว่ามาจากสำนวนคำว่า “เขย่าหางเครื่อง” ในขณะที่นักร้องออกมาร้องเพลงบนเวที คนที่ให้เสียงจังหวะเรียกว่า หางเครื่อง คือจะมีคนออกมาตีฉิ่ง ฉาบ กรับ ไม้ต๊อก และเคาะลูกแซ๊กอยู่ข้างหลังนักร้องเพื่อให้จังหวะเพลงให้เด่นชัดขึ้นและสนุกสนานมากขึ้น แต่ความหมายดังกล่าวได้เปลี่ยนไปมีความหมายว่า คนเต้นประกอบเพลงในปัจจุบัน

ในช่วงแรก ผู้เขย่าหางเครื่องก็มีทั้งหญิงและชาย ไม่ได้เป็นกลุ่มคณะ บางครั้งก็เป็นตัวตลกประจำวง บางครั้งก็เป็นนักร้องประจำวง ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นโดยมีผู้หญิงสวย ๆ ออกมาเขย่าหางเครื่อง แต่ก็ยังไม่ออกลีลาการเต้น เพียงเดินให้เข้ากับจังหวะเพลงเท่านั้น เพลงส่วนใหญ่ที่ใช้หางเครื่องจะมีจังหวะบีกิน ช่าช่าช่า โบเล หลังจากนั้นได้ใส่ลีลาการเต้นและการแต่งกายมากขึ้น โดยพัฒนามาจากการเต้นระบำฝรั่งเศสของฟอลลี่ แบร์แช (Folies Bergeres) และการเต้นโมเดิร์นด๊านซ์ (Modern Dance) จนในปี พ.ศ. 2509 หางเครื่องแต่งตัวเหมือนกันเป็นทีม อย่างเช่นวงของสุรพล สมบัติเจริญ สมานมิตร เกิดกำแพง และหลังจากที่สุรพล เสียชีวิตลง ศรีนวล สมบัติเจริญ ภรรยาสุรพลได้จัดหากเครื่องใช้ผู้เต้นประมาณ 10 คน ลีลาการเต้นก็เป็นแบบระบำฮาวายของตะวันตก จนปี 2510 หางเครื่องเริ่มเปลี่ยนแปลงชัดเจนกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวงดนตรีลูกทุ่ง

นับตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2517 ในช่วงนี้คำนี้ “หางเครื่อง” แปรเปลี่ยนมาเป็นบุคคลที่เต้นประกอบเพลงและจำนวนผู้เต้นก็มีมากขึ้น และเมื่อเข้าสู่ปีทองอีกช่วงในปี 2520 มีการแข่งขันด้านหางเครื่องจึงเพิ่มขึ้น วงดนตรีใหญ่ ๆ มีหางเครื่องในสังกัดตัวเองประมาณ 60 คน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในเรื่องเครื่องแต่งกายหางเครื่องสูงถึง 1 ล้านบาท

ลักษณะการแต่งกายของหางเครื่องมักแต่งกายด้วยผ้าสีสด เช่น สีแดงสด ฟ้า เขียว ชมพูสด เหลืองจำปา สีทอง สีดำ เนื้อผ้ามักเป็นผ้าเนื้อนุ่มพลิ้ว ปักเลื่อม ประดับสายสร้อย กำไล ตุ้มหู และดอกไม้ ส่วนผู้ชายมักสวมรองเท้าบู๊ต

หางเครื่องที่เป็นการนำมาจากวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งไม่น่าจะเข้ากันได้กับการแสดงเพลงลูกทุ่ง แต่ในแง่ธุรกิจผู้ที่อยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งต่างยอมรับว่าหางเครื่องเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ผู้ชมชื่นชอบกับการชมหางเครื่องประกอบการแสดงเพลงลูกทุ่ง หางเครื่องในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงลูกทุ่งต่างจากลูกกรุง ผู้ชมก็ตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้าและลีลาการเต้นของหางเครื่อง


ธุรกิจเพลงลูกทุ่ง
นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียง เพลงลูกทุ่งครองตลาดเพลง ในปี พ.ศ. 2510 เนื่องจากมีการบันทึกลงเทปแทนแผ่นเสียง และโทรทัศน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และต่อมาเพลงลูกทุ่งเริ่มเงียบหายลงไปเพราะการเมือง จนมาโด่งดังอีกครั้งในปี 2520 และหายไปอีกครั้งเพราะผลจากเศรษฐกิจ และในปี 2541 ธุรกิจในวงการลูกทุ่งก็กลับมาอีกครั้งกับนักร้องใหม่ๆ ธุรกิจแบบใหม่ ๆ

ในปัจจุบัน ธุรกิจลูกทุ่งมีฐานที่กว้างมากในตลาดวงการเพลง เป็นตลาดใหญ่ มีทั้งค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ เป็นจำนวนมาก การแข่งขันก็มากขึ้นเรื่อยๆ โดยสัดส่วนของเงินในตลาดเพลงลูกทุ่งครอง คาดการณ์น่าจะอยู่ที่ ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาท เฉพาะธุรกิจเพลงอย่างเดียวไม่รวมกับธุรกิจข้างเคียงอื่นๆ โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ภาคอีสาน 50% ภาคเหนือและภาคกลาง 35% และภาคใต้ 15% และสัดส่วนการแบ่งตลาด มีแกรมมี่ โกลด์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเพลงลูกทุ่งทั่วประเทศ 65% ส่วนอาร์สยาม 19% และอื่นๆ 16% สำหรับตลาดรวมของธุรกิจในปี 2549 มูลค่าตลาดประมาณ 7,100 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9 จากปี 2548 และหากเปรียบเทียบกับตลาดเพลงอื่นแล้ว เพลงไทยสากลเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาด มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 45 รองลงมาคือเพลงลูกทุ่ง ร้อยละ 30 และเพลงสากล ร้อยละ 20

ในปัจจุบันมีศิลปินลูกทุ่งต่างออกผลงานเพลงเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการแข่งขันสูง บางศิลปินออกได้ชุดเดียวก็ไปเลย บางคนสองชุด บางคน 5-6 ปี และยังมีปัญหา ความตกต่ำของเศรษฐกิจ เทปผี ซีดีเถื่อนอีก จึงมีบางค่ายเพลงหันมาโปรโมตศิลปินแทนโปรโมตเพลง


สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์
 
รายการดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ รายการค้นหานักร้องลูกทุ่งทางโทรทัศน์ด้านสื่อวิทยุ เดิมทีเพลงลูกทุ่งออกอากาศโดยคลื่นเอเอ็ม เพราะสามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลมาก จนในปี 2540 ได้เกิดสถานีวิทยุเอฟเอ็มขึ้นคือสถานีลูกทุ่งเอฟเอ็ม แนวความคิดในการจัดรายการวิทยุเพลงลูกทุ่งจึงเริ่มเปลี่ยนไป ลูกทุ่งเอฟเอ็มเป็นสถานีวิทยุเพลงลูกทุ่ง 24 ชั่วโมง โดยใช้วิธีรูปแบบไม่ให้ดูเชย ดูทันสมัย มีลักษณะรายการเหมือนเอ็มทีวี แต่เป็นเพลงลูกทุ่ง ซึ่งต่อมาคลื่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก จนมีการจัดมอบรางวัลมาลัยทองคำขึ้นในปี 2544 และมีการเกิดมาของสถานีลูกทุ่งบนหน้าปัดเอฟเอ็มขึ้นอีกอย่าง ลูกทุ่งมหานคร ที่มีรูปแบบรายการโดยเน้นให้ดีเจเป็นเพื่อนกับคนฟัง ซึ่งฐานคนฟังคลื่นลูกทุ่งมหานคร มีคนฟังนาทีละ 300,000 คน จากทั่วประเทศในเครือข่ายของ อ.ส.ม.ท. โดยเน้นช่วงเวลาระหว่างเที่ยงคืน ตี3 และ ตี5 เพราะมีกลุ่มคนฟังที่ส่งของ ขับรถ ชาวสวนที่ตื่นแต่เช้า เป็นต้น

ทางด้านวงการโทรทัศน์จากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในรายการวาไรตี้โชว์ต่าง ๆ ก็มีรายการที่พัฒนาจาก การค้นหานักร้องลูกทุ่ง ที่มีเกิดขึ้นในเวทีการสรรหานักร้องลูกทุ่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นเวทีตามอำเภอ ระดับจังหวัด จนมาสู่รายการเรียลลิตี้โชว์ แบบรายการทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เดอะ ซิงเกอร์ กับโครงการดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ เป็นต้น

ส่วนภาพยนตร์ไทย ก็มีการสร้างภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อกับเพลงลูกทุ่งอย่างภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ ในปี 2544 กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง และในปี 2545 สหมงคลฟิล์มมีภาพยนตร์ที่รวมนักร้องลูกทุ่งชั้นนำของเมืองไทยร่วม 168 ชีวิต ในภาพยนตร์เรื่อง มนต์เพลงลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.[28] และด้วยกระแสความโด่งดังของวงโปงลางสะออน กลุ่มศิลปินแนวลูกทุ่งดนตรีอีสาน มีผลงานภาพยนตร์อย่าง โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า ในปี 2550 ทำรายได้รวม 75 ล้านบาท


สินค้าสนับสนุนเพลงลูกทุ่ง
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงของตลาดเพลงลูกทุ่ง ทำให้สินค้าหลายประเภทต่างปรับกลยุทธ์ หาช่องทางทางด้านธุรกิจ อีกทั้งหน้าตาของเพลงทุ่งที่มีทิศทางที่ดูทันสมัยขึ้น ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่เจาะกลุ่มตลาดล่าง ราคาถูก ต้องการขายในปริมาณมากๆ ซึ่งเพลงลูกทุ่งสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี จริงๆ แล้วรูปแบบที่เกิดกับเพลงลูกทุ่งนั้น ไม่แตกต่างจากวงการเพลงสตริงเลย คือมีเจ้าของสินค้าสนับสนุนศิลปินอยู่ แต่สำหรับตลาดเพลงลูกทุ่ง สินค้าจะมีความหลากหลายกว่า และเจาะกลุ่มลูกค้าคนละแบบ

สินค้าประเภทเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นสินค้าที่ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดคือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน อย่าง เอ็ม150 ใช้งบประมาณในการจัดงานประมาณปีละ 70 ล้านบาท โดยการสนับสนุนศิลปินแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกเทป คอนเสิร์ต มิวสิกวิดีโอ โดยการรุกของสินค้าเข้าไปถึงทางด้านเนื้อเพลงด้วย อย่างเนื้อที่ว่า "คนดีอย่างเธอที่เป็น เซเว่นไม่มีให้ซื้อ" หรือ "รอเธอในร้านเคเอฟซี ที่คาร์ฟูร์" เป็นตัวอย่างเนื้อเพลงที่มีแบรนด์สินค้าเข้าไปปรากฏอยู่ชัดเจน และเพลงที่มีโทรศัพท์มือถือเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นกระแสหลักของเพลงลูกทุ่งในช่วงหลัง ออกมาจำนวนมาก

ผู้คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ 27 ล้านคน จากผู้ใช้โทรศัพท์ทั้งประเทศ 45 ล้านคน ทางเอไอเอสใช้พรีเซ็นเตอร์นักร้องลูกทุ่ง 4 คน ที่ได้รับความนิยมคือ พี สะเดิด ฝน ธนสุนทร จากแกรมมี่ บ่าววี และ หลิว อาจารียา พรหมพฤกษ์ จากอาร์สยาม ทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งคอนเสิร์ต โหวตศิลปิน และดาวน์โหลดเพลง ด้วยงบประมาณ 30-40 ล้านบาท และทางด้านทรูมูฟ คู่แข่งจะเพิ่มช่องทางขายซิมการ์ดโดยร่วมมือกับคลื่นเพลงลูกทุ่ง ซึ่งทำรายได้ถึงร้อยละ 9.6 จากรายได้รวมของทรูมูฟ ทั้งหมด 22,300 ล้านบาท

ทางด้านรถยนต์มี 2 รายที่ใช้เพลงลูกทุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการตลาด คือ โตโยต้า ใช้ จินตหรา พูนลาภ และอีซูซุคือก๊อต จักรพรรณ์ ครบุรีธีรโชติ


การส่งเสริมเพลงลูกทุ่ง
 
ต่าย อรทัย รับรางวัลมาลัยทองคำได้มีการส่งเสริมเพลงลูกทุ่งด้วยการมอบรางวัลทางดนตรีอย่างรางวัลมาลัยทอง ที่มอบเป็น ขวัญ กำลังใจ ให้คนทำงานเพลงลูกทุ่งที่มีคุณภาพ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ซึ่งเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 โดยสมาคมลูกทุ่ง เอฟ. เอ็ม. ส่วนทางคลื่นวิทยุลูกทุ่งมหานคร อสมท FM. 95 MHz ภายใต้การผลิตรายการของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติก็มีการจัดงานมอบรางวัลมหานครอวอร์ดส

ในปี 2532 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้จัดงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งแรก ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นช่วงที่วงการเพลงลูกทุ่งเริ่มซบเซา ซึ่งปรากฏว่ามีบรรดานักฟังเพลงลูกทุ่งมาชมกันมากเป็นประวัติการณ์จนต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และในปีถัด ๆ ไปสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ก็ได้สนับสนุนเพลงลูกทุ่งไทยมาโดยตลอด และได้จัด งานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 ในปี พ.ศ. 2533 ซึ่งในปีนี้ เพลง ส้มตำ ถือเป็นเพลงเกียรติยศ ที่นักร้องลูกทุ่งนำมาขับขานในโอกาสการจัดงาน กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 เพลงลูกทุ่งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ และได้อัญเชิญมาขับร้องด้วยการบันทึกเสียงโดย พุ่มพวง ดวงจันทร์ และถูกอัญเชิญขับร้องใหม่โดย สุนารี ราชสีมา ในงานนี้ด้วย และในปี พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงการจัดทำโครงการส่งเสริมเพลงลูกทุ่งไทยด้วยการประกวดขับร้องเพลงลูกทุ่งไทย สืบสานคุณค่าวัฒนธรรมไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 จัดให้มีการประกาศผลงานเพลงลูกทุ่งดีเด่นส่งเสริมวัฒนธรรมไทย และ ในวันที 15 กันยายน พ.ศ. 2542 นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในขณะนั้น ได้จัดงาน 60 ปีเล่าขานตำนานลูกทุ่งไทยขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ยังได้มอบรางวัลศิลปินแห่งชาติในสาขาต่าง ๆ โดยในหมวดหมู่ศิลปะการแสดง ที่มอบให้กับการดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ซึ่งรวมถึงในหมวดหมู่ย่อยดนตรีไทย ได้รวมเพลงลูกทุ่ง ผู้ที่ได้รับรางวัลได้แก่ นาวาตรีพยงค์ มุกดา (เพลงไทยสากล-เพลงลูกทุ่ง ประพันธ์) (2534),นางผ่องศรี วรนุช (เพลงลูกทุ่ง-ขับร้อง) (2535),นายสมเศียร พานทอง (ชาย เมืองสิงห์) (เพลงลูกทุ่ง-ขับร้อง ประพันธ์) (2538),นายไวพจน์ สกุลนี (ไวพจน์ เพชรสุพรรณ) (เพลงลูกทุ่ง-ขับร้อง ประพันธ์) (2540),นายชัยชนะ บุญนะโชติ (เพลงลูกทุ่ง-ขับร้อง) (2541),นายชิน ฝ้ายเทศ (ชินกร ไกรลาศ) (เพลงลูกทุ่ง-ขับร้อง) (2542),นายสมนึก ทองมา (ชลธี ธารทอง) (เพลงลูกทุ่ง-ประพันธ์) (2542),นายวิเชียร คำเจริญ (ลพ บุรีรัตน์) (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) (2548)


การแบนเพลงลูกทุ่งและข้อพิพาท
ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำรณ สัมบุณณานนท์ นักร้องเพลงลูกทุ่ง ผู้ได้รู้รสความเป็นไปของบ้านเมืองจนถ่ายทอดความอึดอัดคับข้องใจต่าง ๆ และได้ถ่ายทอดเพลงอย่าง "ผู้แทนควาย" "แถลงการณ์ไอ้ทุย" "อสูรกินเมือง" ซึ่งเพลงเหล่านี้ทำให้เขาต้องเลิกร้องเพลงไปเพราะไม่เข้าหูรัฐบาลเผด็จการในขณะนั้น

ในปี พ.ศ. 2546 กระทรวงวัฒนธรรม ออกมาเปิดเผยเพลงที่ได้รับการร้องเรียนเข้าข่ายขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรม จำนวน 18 เพลง โดยมีเพลงลูกทุ่งหลาย ๆ เพลงโด่งดังมานานหลายทศวรรษ เช่น เพลง "เมียพี่มีชู้" โดยอ้างว่า เป็นเพลงขัดต่อศีลธรรมอันดีของประเทศ โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมขอให้ยุติการเผยแพร่ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เพราะมีเนื้อหาหมิ่นเหม่ ผิดต่อศีลธรรม ขัดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของคนไทยและชาติ เพราะส่งเสริมให้มีหลายสามีและหลายภรรยา รวมทั้งพฤติกรรมชู้สาว โดยเฉพาะหลายเพลงมีศิลปินแห่งชาติ และศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่ควรเป็นแบบอย่างการประพฤติที่ดีงาม เป็นผู้ร้องในเพลงดังกล่าวด้วย เช่น ชาย เมืองสิงห์ และดาวใจ ไพจิตร เป็นต้น
ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นข้อพิพาทในสังคมที่เกิดขึ้นในวงการเพลงลูกทุ่ง ในปี พ.ศ. 2548 ที่กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกออกมาร่วมประณาม นักร้องลูกทุ่งสาว "เอ" สุขุมา มณีกาญจน์ ได้ถ่ายภาพโชว์หน้าอกเพื่อโปรโมทผลงานเพลง จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม รวมทั้งในปี พ.ศ. 2550 เพลงและมิวสิกวิดีโอเพลง "ขอโทษแม่เฒ่า" โดยนักร้อง มนต์ เมืองมุก โดยในส่วนของเนื้อเพลงมีเนื้อหาส่อไปในทางลามกอนาจาร โดยเนื้อเพลงบางท่อนร้องว่า "ลูกผิดที่เอากันก่อนที่จะมาสู่ขอแม่เฒ่า ลูกมาอยู่ กทม.ลูกผิดที่เอากันก่อนจะมาสู่ขอแม่เฒ่า" อีกทั้งภาพมิวสิกวิดีโอก็เป็นภาพของหนุ่มสาวโรงงานคู่หนึ่งที่มีเพศสัมพันธ์กันด้วย โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ขอให้ยกเลิกและแบนไม่ให้เพลงนี้ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ทุกช่อง

pajonec:
 ::)

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page